วันเวลาปัจจุบัน ศุกร์ 01 ส.ค. 2014 2:35 am
Font Size
   
TravelProTeam

Moderator Control Panel ]

ความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-จีน ยุคใหม่

[ COMMENT จาก FaceBook]

รวบรวม บทความ | สารคดี | Movie และ Clip การท่องเที่ยวดีดี

สร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวได้ดี

Moderator: TravelPro Staff

ความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-จีน ยุคใหม่

โพสต์โดย FabricMan » เสาร์ 23 มิ.ย. 2012 1:46 pm

image[2].jpg
image[2].jpg (44.03 KiB) เปิดดู 2430 ครั้ง


หลังจากความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนใน “ระบบบรรณาการเพื่อการค้า” ได้ดำเนินเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ก็เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ในรูปนี้ลดความสำคัญและประโยชน์ลง นั่นคือสนธิสัญญาฉบับหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในชื่อ สนธิสัญญาเบาริ่ง

10731_thumb600.jpg
10731_thumb600.jpg (76.23 KiB) เปิดดู 2430 ครั้ง


ไทยได้เริ่มหันมาทำการค้ากับชาติตะวันตกมาก ขึ้นหลังจากการทำสนธิสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษในปี พ.ศ. 2398 สาเหตุหลักๆมีหลายปัจจัย เช่น การเสื่อมถอยลองราชวงศ์ชิงในประเทศจีน ผลกำไรจากการค้าสำเภาจีนเริ่มลดลงเพราะอันตรายจากการเดินทางข้ามทะเล อันทำให้ในปี พ.ศ.2396 ไทยก็ได้ส่งคณะทูตไปยังจีนเพื่อส่งเครื่องราชบรรณาการเป็นครั้งสุดท้าย และนับแต่นั้นมาก็ไม่มีการส่งบรรณาการในรูปของระบบบรรณาการเพื่อการค้าอีกเลย นับเป็นจุดสิ้นสุดของความสัมพันธ์ไทยจีนอย่างเป็นทางการในระบบแบบโบราณ แต่ในระดับภาคประชาชนแล้ว การติดต่อการค้ากับจีนก็ยังคงดำเนินต่อไป

ในช่วงเวลานี้ ชาวจีนเริ่มอพยพเข้ามาในไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุเพราะความอ่อนแอของราชวงศ์ชิงที่ส่งผลต่อความเดือดร้อนและภาวะข้าวยากหมากแพงไปทั่ว ทำให้ทางตอนใต้ของจีนและกรุงเทพมีผู้อพยพเข้ามามากมายนับตั้งแต่ ปีพ.ศ.2429 ส่วนหนึ่งเพราะการพัฒนาทางคมนาคมโดยเฉพาะเมืองท่าของจีน เมื่อมีบริษัท Bangkok Passenger Steamer Company เกิดขึ้น ในท่าขนส่งระหว่างประเทศของไทยและจีน โดยใช้เรือกลไฟในการเดินทาง ทำให้กาคมนาคมระหว่างไทยจีนโยเฉพาะแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาสะดวกขึ้นมาก คนจีนทางตอนใต้โดยเฉพาะจีนแต้จิ๋วจึงเริ่มอพยพหนีความยากลำบากมามากขึ้น ซึ่งจะมาในรูปแบบที่เราเรียกว่า หอบเสื่อผืนหมอนใบ เพื่อมาแสวงหาโชคและชีวิตที่ดีขึ้นในผืนแผ่นดินไทย

DSC_0076s.jpg
DSC_0076s.jpg (101.6 KiB) เปิดดู 2430 ครั้ง


ชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามาในเมืองไทย ส่วนมากเป็นชาวแต้จิ๋วมาจากมณฑลกวางตุ้ง รองลงมาจากเหอหนานและไหหลำ ส่วนมากประกอบอาชีพค้าขาย และใช้แรงงาน ตั้งแต่พ่อค้าหาบเร่ คนงานขนข้าวสาร จากนั้นจึงค่อยๆขยับฐานะขึ้นไปจนกระทั่งจากพ่อค้าหาบเร่ กลายเป็นเจ้าของร้านชำเล็กๆ แล้วกลายเป็นเจ้าของห้างขนาดใหญ่ ในขณะที่พวกคนงานขนข้าวก็ค่อยๆกลายเป็นหัวหน้างาน เจ้าของโรงสี เป็นต้น ด้วยความที่คนจีนยุคนั้นมีความมานะบากบั่นจึงเป็นการสร้างรากฐานสำคัญในการเข้ามาควบคุมเศรษฐกิจในไทยภายหลัง อีกทั้งคนจีนในรุ่นๆต่อมาก็มักแต่งงานกับคนไทย ทำให้เกิดการผสมผสานสายเลือดระหว่างไทยจีนเข้าด้วยกันในช่วงนั้น

เมื่อชาวจีนในเมืองไทยยุคนั้นเริ่มตั้งตัวได้ ก็เริ่มชักชวนญาติพี่น้องหรือครอบครัวซึ่งยังอยู่ในเมืองจีนให้เดินทางตามมา จนเกิดเป็นการรวมกลุ่มกันของสายสกุลต่างๆ เริ่มจากการก่อตั้งเป็นหมู่บ้าน ขยายขึ้นเป็นชุมชน จนเริ่มใหญ่โตขึ้น และบางส่วนก็ส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวที่จีนทำให้ฐานะของคนจีนทางตอนใต้เองก็เริ่มขยับดีขึ้น

สินค้าช่วงแรกที่คนจีนทำการค้า ได้แก่ ซาลาเปา บะหมี่ ของชำร่วย แต่สิ่งที่สำคัญมากยิ่งกว่าการเป็นคนค้าขายคือการที่คนจีนช่วงนั้นเป็นแรงงานสำคัญในการขน “ข้าวสาร” ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้พวกเขาขยับฐานะจากผู้ใช้แรงงานขึ้นมาเป็นพนักงานเงินเดือน และเป็นเจ้าของกิจการโรงสีในภายหลัง ซึ่งเราจะเห็นว่าเจ้าของโรงสีส่วนมากในไทยทุกวันนี้ มักมีเชื้อสายสกุลมาจากคนจีนแต้จิ๋ว

56392_20_2.jpg
56392_20_2.jpg (15.78 KiB) เปิดดู 2430 ครั้ง


กระทั่งถึงปีพ.ศ.2446 เกิดเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อดร.ซุนยัดเซ็น ผู้นำหัวก้าวหน้าซึ่งเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของจีนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้มาเป็นแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย ได้เดินทางมาเยือนเมืองไทย ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช รัชกาลที่ 5
ดร.ซุนยัดเซ็นได้เข้าพบกับผู้นำคนจีนในเมืองไทย เช่น เซียวฝอเฉิง (เซียว ฮุดเสง สีบุญเรือง) และ เฉินยี่หรู เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอมและเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในเมืองจีน จากนั้นในปีพ.ศ.2449 จึงเดินทางมาเยือนเมืองไทยอีกครั้ง และได้ร่วมกับเซียวฝอเฉิง ในการก่อตั้งสมาคมปฏิวัติ ถงหมิงฮุ่ย สาขาเมืองไทย โดยมีเซียวฝอเฉิงเป็นหัวหน้าสาขาไทยคนแรก

จากนั้น ในปีพ.ศ.2451 ดร.ซุนยัดเซ็นได้เดินทางมาเยือนไทยอีกครั้งเพื่อแสดงปาฐกถาในการหาแนวร่วมสนับสนุนในซอยแห่งหนึ่งของเยาวราช บริเวณใกล้เคียงกับโรงภาพยนตร์ศรีราชวงศ์ ภายหลังจึงมีการตั้งชื่อซอยนี้ว่า “ซอยปาฐกถา” นับเป็นครั้งแรกที่เยาวราชมีบทบาทกลายเป็นสถานที่สำคัญต่อการเมืองของคนจีนโพ้นทะเลในเมืองไทย

เนื่องจากคนจีนในเมืองไทยมีจำนวนมาก และกระแสชาตินิยมเริ่มรุนแรงขึ้นในหมู่คนจีนโพ้นทะเล รัฐบาลไทยจึงเริ่มกังวลต่อท่าทีของดร.ซุนยัดเซ็นและเริ่มจำกัดบทบาทของเขามากขึ้น ประกอบกับการที่ราชวงศ์ชิงได้ออกกฎหมายสัญชาติฉบับแรกให้ชาวจีนถือสัญชาติตามสายเลือด โดยไม่คำนึงถึงประเทศที่กำเนิดหรือการมีสัญชาติอื่นร่วม ด้วยนโยบายนี้ทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศต่างๆเกิดการรวมตัว และความรู้สึกชาตินิยมรุนแรงมากขึ้น พวกเขาเริ่มมีการรักษาเอกลักษณ์ของตนไว้ ไม่ว่าจะด้านภาษา วัฒนธรรม ประเพณี เกิดการสร้างโรงเรียนสอนภาษาจีน และหนังสือพิมพ์จีนขึ้น ซึ่งถือเป็นรากฐานที่ทำให้คนจีนในเมืองไทยและในประเทศอื่นๆในรุ่นหลังสามารถสืบทอดสิ่งเหล่านี้ต่อมาได้โดยไม่ถูกกลืนหายไปกับเจ้าของประเทศนั้นๆ

ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและจีนในเมืองไทยเริ่มตึงเครียดขึ้นหลังจากนั้น และหนักหน่วงขึ้นเมื่อรัฐบาลออกกฎหมายเพิ่มภาษีรัชชูปการคนต่างด้าว และการที่คนจีนในยุคนั้นเริ่มติดธงของพรรคก๊กมินตั๋งหรือรูปดร.ซุนยัดเซ็นไว้ตามบ้านและร้านค้า ทำให้คนไทยส่วนหนึ่งไม่พอใจที่คนจีนเริ่มแสดงอิทธิพลในเมืองไทย คนจีนจึงทำการประท้วงและนัดหยุดงาน ในวันที่ 1-3 มิ.ย. 2453 ทำให้ธุรกิจการค้าชะงักงัน แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าของคนจีนในเมืองไทย และนับแต่นั้นรัฐบาลไทยก็เริ่มจับตามองคนจีนในเมืองไทยมากขึ้น

ปี พ.ศ.2454 เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นในจีน เมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ ดร.ซุนยัดเซ็นได้รับการยกย่องเป็นประธานาธิบดีคนแรกของชาติจีนใหม่ ภายใต้หลักการที่เรียกว่า ไตรประชา (ซานหมินจู่อี้) จากนั้น ดร.ซุนยัดเซ็น จึงได้นำแนวคิดนี้เข้ามาเผยแพร่สู่ชาวจีนโพ้นทะเล รวมถึงประเทศไทย

27.gif
27.gif (59.92 KiB) เปิดดู 2430 ครั้ง


หลังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขึ้นครองราชย์ ทรงตระหนักว่าในเมื่อเศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่อยู่ในการครอบครองของคนจีน และคนจีนก็เริ่มมีการเพิ่มการขับเคลื่อนทางการเมือง อีกทั้งคนจีนก็มีความเป็นชาตินิยมสูง จึงมีพระราชดำริที่จะปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นในหมู่ชาวไทย เพื่อความภาคภูมิใจในชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นในวันหน้า

รัชกาลที่ 6 ทรงดำเนินมาตรการต่างๆที่เข้มงวดต่อคนจีน เช่น ตราพระราชบัญญัติแปลงชาติ รศ.130 พระราชบัญญัติเนรเทศ รศ.131 ซึ่งทำให้รัฐบาลมีอำนาจในการเนรเทศคนต่างด้าวที่เป็นภัยต่อบ้านเมืองได้ และด้วยพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2456 เป็นต้นมา จนต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ.2458 ความตึงเครียดระหว่างคนไทยและคนจีนก็เริ่มลดลง โดยนโยบายของพระองค์ทรงมีประสงค์ให้มีการผสมกลมกลืนระหว่างคนไทยและจีน ตามธรรมชาติ มากกว่าจะบีบบังคับด้วยกฎหมาย เช่นการแต่งงาน เพื่อผูกสัมพันธ์ทางสายเลือด แม้นโยบายนี้จะต้องดำเนินเวลายาวนานเป็นสิบปี แต่ก็ทำให้ความตึงเครียดระหว่างคนไทยและคนจีนลดลงมาก และในที่สุดก็เกิดเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในรุ่นถัดๆมา ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากกว่าคนจีนแท้ๆในรุ่นแรกด้วยซ้ำ และความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับคนจีนก็ยังดำเนินมาเช่นนั้น

กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกครั้งในปี พ.ศ.2475 เมื่อประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทางรัฐบาลจีนที่นานกิง จึงได้พยายามติดต่อเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นใหม่ แต่การเจรจาหลายครั้งไม่อาจตกลงและหาทางออกได้ เพราะไทยเกรงว่ารัฐบาลจีนจะเข้ามาแทรกแซงกิจการในเมืองไทย โดยอาศัยชาวจีนโพ้นทะเลในเมืองไทย ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจอยู่มาก อันที่จริงเหตุผลนี้ก็นับว่าสมเหตุผล เพราะประเทศอื่นๆที่มีคนจีนเข้ามาอยู่อาศัยมากก็เป็นกังวลในเรื่องนี้ และในยุคนั้น อำนาจของรัฐบาลจีนก็ยังไม่เสถียร เพราะมีการต่อสู้กันทางอุดมการณ์ทางการเมือง ขณะที่อำนาจปกครองของรัฐบาลไทยยังไม่มั่นคง จึงไม่กล้าให้จีนเข้ามามีบทบาทใดๆได้ จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้น เมื่อญี่ปุ่นเข้ารุกรานจีนในปี พ.ศ.2480

ความขัดแย้งระหว่างคนจีนด้วยกันในจีนแผ่นดินใหญ่ ส่งผลกระทบมาถึงชาวจีนในเมืองไทยไม่น้อย เพราะเกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันระหว่างจีนก๊กมินตั๋ง ภายใต้การนำของเจียงไคเช็ค และจีนกุงฉานตั๋ง หรือพรรคคอมมิวนิสต์จีน ภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตุง

จากนั้นความสัมพันธ์และนโยบายระหว่างประเทศของไทยกับจีนในช่วงสงครามโลกและหลังจากนั้นก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง


TRAVELPRO TEAM. ขอขอบคุณข้อมูลจาก thaisamkok.com
ภาพประจำตัวสมาชิก
FabricMan
 
โพสต์: 167
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 18 ม.ค. 2012 4:17 pm

 

เที่ยวกับเราได้ภาพสวย www.TravelProThai.com


ย้อนกลับไปยัง บทความ | สารคดี | Movie | Clip การท่องเที่ยว

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังออนไลน์ทั้งหมด 1 ท่าน :: ไม่มีผู้ใช้งานที่เป็นสมาชิก, ไม่มีผู้ซ่อนตัว และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน (ภายใน 5 นาทีที่ผ่านมาี)
ออนไลน์มากที่สุด 185 ท่าน เมื่อ อาทิตย์ 12 พ.ค. 2013 12:59 pm

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน