วันเวลาปัจจุบัน เสาร์ 22 ก.ย. 2018 2:55 pm
Font Size
   
TravelProTeam

Moderator Control Panel ]

ทิเบต ดินแดนแห่งภูมิบนหลังคาโลก

[ COMMENT จาก FaceBook]

รวบรวม บทความ | สารคดี | Movie และ Clip การท่องเที่ยวดีดี

สร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวได้ดี

Moderator: TravelPro Staff

ทิเบต ดินแดนแห่งภูมิบนหลังคาโลก

โพสต์โดย FabricMan » ศุกร์ 25 พ.ค. 2012 2:07 pm

TravelProThai-24-052012-0003.jpg


ทิเบต (Tibet) ดินแดนแห่งภูมิบนหลังคาโลก ที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติ อันตระการยิ่งใหญ่และมนต์ขลังแห่งศรัทธา และปรารถนาอันล้ำลึกในวิถีชีวิตของผู้คน

ทิเบต ตั้งอยู่ในใจกลางของทวีปเอเชียระหว่างประเทศจีนกับอินเดีย มีพื้นที่เท่ากับ 1 ใน 8 ของประเทศจีน เป็นอันดับ 2 ของประเทศ (รองจากเขตฯซินเจียง) มีพรมแดนติดต่อกับประเทศอินเดีย สิกขิม ภูฎาน เนปาล และพม่า แบ่งเป็น 6 เขต คือ ซิกาเซ(รื่อคาเจ๋อ-Xigaze) ซานหนาน(Shannan) หลินจือ(Nyingchi) อาหลี่(Ngari) นาชวี(Nagqu) คัมโด(ซางตู-Qamdo) และ 2 เมือง คือลาซา(เมืองเอก)


TravelProThai-24-052012-0002.jpg



ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 2.5 ล้านตารางกิโลเมตร ในบริเวณที่มีภูเขาและที่ราบสูงที่สุดในโลก มีอากาศแห้งและหนาวเย็น รวมทั้งที่ราบกลางหุบเขาริมแม่น้ำอันกว้างใหญ่หลายสาย อันเป็นที่พำนักพิงของชาวธิเบต ผู้ซึ่งมีวัฒนธรรมประเพณีเป็นของตนเอง มาเป็นเวลาช้านาน และมีชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างจากผู้คนในประเทศเพื่อนบ้าน


ดินแดนแห่งแพะ (Land of Goats) กลายมาเป็น ดินแดนที่เปี่ยมไปด้วนความ ศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเจ้า


TravelProThai-25-052012-0011.jpg



ที่ตั้งและอาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกับ เขตปกครองตนเองชินเจียงอุยกูร์และมณฑลชิงไห่ (ประเทศจีน)

ทิศใต้ ติดต่อกับ ประเทศเนปาล ประเทศภูฏาน มณฑลยูนนาน (ประเทศจีน) รัฐกะฉิ่น (ประเทศพม่า) รัฐอัสสัม รัฐนาคาแลนด์ (ประเทศอินเดีย) ซึ่งในปัจจุบัน บริเวณที่มีเขตติดต่อกับประเทศอินเดียนี้ ยังเป็นบริเวณพื้นที่พิพาทระหว่างจีนและอินเดีย ซึ่งทางอินเดียได้อ้างกรรมสิทธิ์เข้ามาปกครอง และเรียกดินแดนบริเวณนี้ว่า อรุณาจัลประเทศ

ทิศตะวันออก ติดต่อกับ มณฑลเสฉวน (ประเทศจีน)

ทิศตะวันตก ติดต่อกับ รัฐชัมมูและแคชเมียร์ (ประเทศอินเดีย) และประเทศปากีสถาน



TravelProThai-24-052012-0004.jpg



ประวัติทิเบต

ก่อนคริสต์ศักราช ชนชาติทิเบตอาศัยอยู่ที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต มีการไปมาหาสู่กันกับชนชาติฮั่นที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินใหญ่จีน ผ่านระยะเวลาอันยาวนาน เผ่าชนต่างๆของที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต ก็ค่อยๆรวมกันเป็นเอกภาพและกลายเป็นชนชาติทิเบตในปัจจุบัน

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 สภาพแบ่งแยกปั่นป่วนในภูมิภาคกลางของจีนที่ดำเนินมาเป็นเวลานาน 300 กว่าปีได้สิ้นสุดลง ขณะเดียวกัน กษัตริย์ซงจั้นกันปู้ของชนชาติทิเบตได้สถาปนาราชวงค์ถู่ปัวอย่างเป็นทางการขึ้นและตั้งเมืองหลวงที่นครลาซา ในช่วงปกครองประเทศ กษัตริย์ซงจั้นกันปู้ได้ศึกษาเทคโนโลยีทางการผลิตและผลงานทางการเมืองและ วัฒนธรรมที่ทันสมัยของราชวงค์ถัง และมีความสัมพันธ์ฉันมิตรในด้านต่างๆ กับราชวงค์ถัง ไม่ว่าจะเป็น ด้านการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรม

ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 หลังจากทิเบตได้รวมเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีนเป็นต้นมา แม้ว่าจีนจะมีหลายราชวงค์ที่ผลัดเปลี่ยนกับขึ้นปกครองประเทศ และเปลี่ยนอำนาจรัฐหลายครั้ง แต่ทิเบตก็อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลางมาโดยตลอดไม่ว่าราชวงค์ไหน


Tibetan-27-02-2010-0199.jpg



หลังจากราชวงศ์ชิงได้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 2187 (ค.ศ. 1644) ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการปกครองควบคุมทิเบตอย่างใกล้ชิด ทำให้อำนาจการบริหารปกครองของรัฐบาลกลางเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบยิ่งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2270 (ค.ศ. 1727) ราชวงค์ชิงได้ส่งเสนาบดีไปประจำทิเบต เพื่อเป็นตัวแทนของส่วนกลางกำกับดูแลกิจกรรมบริหารส่วนท้องถิ่นของทิเบต

เมื่อปี พ.ศ. 2501 กองทัพเรดการ์ดของประเทศจีนได้บุกยึดทิเบตและก่อตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษขึ้น ผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้นำสูงสุดของชาวทิเบตคือองค์ดาไลลามะ องค์ปัจจุบันได้อพยบไปอยู่ในประเทศอินเดีย



TravelProThai-25-052012-0009.jpg



ตำนานการกำเนิดของชาวทิเบต

นานโพ้นมาแล้ว มีตำนานการกำเนิดของชาวทิเบตว่า บรรพบุรุษของพวกตนถือกำเหนิดมาจากพ่อที่เป็นลิง (เชื่อถือกันว่า เป็นนิรมาณกาย ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร) ได้แต่งงานกับโอเกรส หรือปีศาจคล้ายยักษิณี (เชื่อถือกันว่า เป็นนิรมาณกาย ของพระโพธิสัตว์ตารา)

เมื่อแต่งงานแล้ว ได้อาศัยอยู่หุบเขายาลุง มีลูกเป็นลิง 7 ตัว ด้วยความอดอยากและไม่รู้วิธีทำกิน จึงไปขออาหารกับ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (ทิเบตเรียก เซ็นเรซี) พระองค์จึงประทานพันธุ์ข้าวบาร์เลย์ (ชิงเคอ) และสอนวิธีการเพาะปลูกให้ จากนั้นมาลิงจึงกลายเป็นคน

และไร่นาแปลงแรกก็ได้ถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับหมู่บ้านแห่งแรก ณ.หุบเขาแห่งนี้ (ปัจจุบันคือหมู่บ้าน ซ่าลา (Sala) ซึ่งยังมีการประกอบพิธีบวงสรวง ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระเเม่ธรณี ในทุกต้นฤดูการเก็บเกี่ยวมาจนถึงปัจจุบัน)



TravelProThai-25-052012-0010.jpg



ที่มาของคำว่า ทิเบต (Tibet)

ชาวธิเบต เรียกแผ่นดินของตนว่า เผอ และเรียกตนเองว่า เผอปะ พวกเขายังเรียกดินแดนที่เต็มไปด้วยหิมะของพวกเขาว่า คาวาเจน หรือ คังจง แปลว่า หิมะ

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 วีรกษัตริย์ซงเซน กัมโป รวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น แล้วสถาปนา ราชวงศ์ ทูโป (Tubo) ชาวจีนในสมัยราชวงศ์ถัง (ตรงกับสมัย พระเจ้าราช ซงเซน กัมโป) เรียกทิเบต ในชื่อว่า ถู่ฟาน ส่วนชื่อ ทิเบต (Tibet) ที่ใช้เรียกในทุกวันนี้มาจากภาษามองโกล ทุบบัต และภาษาอาหรับ ว่าทุบเบ็ต หรือ ทิบบัต

นักวิชาการอธิบาย คำว่า บัต|เบ็ต ในภาษาเหล่านี้เพี้ยนมาจากคำว่า เผอ ชาวจีนเริ่มเรียกทิเบตว่า ซีจ้าง(Xizang ) ในสมัยราชวงศ์ชิง แดนคัมภีร์ พุทธศาสนาแห่งประจิมทิศ และเรียกชาวทิเบตว่า จ้างจู๋ (Zangzu)



TravelProThai-24-052012-0006.jpg



ตำนานทางประวัติศาสตร์ทิเบต (Tibet) และ นครลาซา (Lhasa)

ทิเบต ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรก ณ.หุบเขายาลุง (Yalung Valley) ในพระคำภีร์ ทางพุทธศาสนาของชาวทิเบต กล่าวไว้ว่า ในราวปี 127 ก่อนคริสกาล (หรือ 2,139 ปีมาแล้ว) ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ยาลุงพระองค์แรกของชาวทิเบต คือ พระเจ้าญาตรี เซนโป (Nyutri Tsenpo) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ทูโบ ได้เสด็จลงมาจากท้องฟ้า

เชื่อกันว่าเป็นผู้เสด็จมาจากสวรรค์หรือมาจากอินเดีย และโดยลักษณะที่แปลกไปจากมนุษย์เช่น มีพังผืดระหว่างนิ้วและหนังตาปิดจากล่างขึ้นบน จึงได้รับสถาปนาให้เป็นกษัตริย์จากประชาชน ในหุบเขายาลุง พระองค์ทรงสร้างบ้านแปลงเมือง และสร้างพระราชวังขึ้นครังแรกที่ ยัมบุลาคัง (Yambulhakang) บนไหล่เขาทางฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำยาลุง (Yalung River) หรือ ยาหลงเหอ

Tibetan-06-04-2007-0002-2.jpg


จากนั้นมากษัตริย์ของทิเบตอีก 32 พระองค์ ทรงประทับอยู่ ณ.พระราชวังแห่งนี้ ทำให้หุบเขายาลุงเป็นศูนย์กลางการปกครอง และวัฒนธรรมของชาวทิเบต สือต่อเนื่องกันมาถึง 7 ศตวรรษ จนถึงรัชสมัยวีรกษัตริย์ องค์ที่ 33 คือ พระเจ้าซงเซน กัมโป (Songtsen Gampo) ค.ศ.617-650 ทรงย้ายเมืองหลวงจาก หุบเขายาลุง ไปยัง ลาซา (ในเวลานั้น ยังเรียกว่า หลัวเซีย-Lhoxia) ตั้งอยู่ห่างไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 192 กิโลเมตร

นครลาซา (Lhasa) เมืองหลวงของ ทิเบต ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่สูงที่สุดในโลก ชื่อของ นครลาซา (หรือ ลาซ่า ในสำเนียงจีน) นั้นมีความผูกพันกับตำนาน การสร้าง วัดโจคัง อย่างแยกมิออก ดังคำกล่าวของชาวทิเบตที่ว่า "...แรกมีวัดโจคัง ต่อมาจึงมีลาซา " ชื่อ ลาซา แผลงมาจากคำว่า เหย่อซ่า หมายถึง สถานที่แพะสร้างให้

ลาซา เป็นเขตปกครองตนเองทิเบต เป็นเขตปกครองตนเองของประเทศจีน มีเชื้อสายมาจากชาวอินเดีย ชาวทิเบต มีพระเป็นผู้นำของเขตปกครองพิเศษนี้ ชนพวกนี้นับถือศาสนาพุทธนิกายตันตระยาน คล้ายกับประเทศภูฏาน ทิเบตตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย เป็นที่ราบสูงที่สูงที่สุดในโลก จนได้รับฉายาว่า หลังคาโลก ทิเบตมีอากาศที่หนาวเย็นมาก และมีความกดอากาศและอ๊อกซิเจนที่ต่ำ ฉะนั้นผู้ที่จะมาในทิเบตจะต้องปรับสภาพร่างกายก่อน และด้วยเหตุนี้ประชากรที่อาศัยอยู่ในทิเบตจึงน้อย

พลเมืองชายของทิเบตกว่าครึ่งบวชเป็นพระ ก่อนที่จีนจะยึดครองทิเบต ทิเบตมีสามเณรมากที่สุดในโลก ในทิเบตเคยมีคัมภีร์มากมาย พลเมืองนับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด จนได้รับฉายาว่า "แดนแห่งพระธรรม" (land of dharma)

ชาวธิเบตได้มีการพัฒนาทางวัฒนธรรม ที่มีเอกลักษณ์ในตนเอง ทั้งยังมีการพัฒนาด้านสติปัญญาและจิตใจ ได้แก่ การมีภาษาที่โดดเด่น มีวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ และมีผลงานศิลปะที่น่ามหัศจรรย์ นอกจากนี้ อารยธรรมของชาวธิเบต ซึ่งสืบเนื่องมาเป็นเวลาหลายพันปีนั้น ยังเป็นอารยธรรมที่สูงส่ง และมีคุณค่าสืบทอดต่อกันมา เป็นมรดกของมนุษยชาติ



TravelProThai-25-052012-0007.jpg



วัดโจคัง (Rimpoche Monastery)

ภายในมหาวิหารโจคัง (Rimpoche Monastery) ประดิษฐาน โจโว ริมโปเซ สีทองงามอร่าม ทรงเครื่องกษัตริย์ ประดับด้วย เพชรพรอยอัญมณีล้ำค่า สูง 1.5 เมตร เป็นองค์สำคัญที่สุด นอกจากนั้น ภายในวิหารอันขรึมขลังศักดิ์แห่งนี้ ยังประดิษฐาน พระศรีอริยเมตไตรย์ (หรือ พระซัมบา) พระรูปของ ท่านปัทมสัมภาวะ พระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวรสหัสหัตถ์ (หรือ พระเซ็นเรซี) เป็นต้น

ภายนอกด้านวิหารมี แผ่นศิลาจารึก การเจรจาสันติภาพระหว่าง ทิเบต กับ จีน ในปี ค.ศ. 821-822 สมัยพระเจ้าตรีซุกเตเซ็น จารึกเป็นภาษาทิเบต และภาษาจีน รวมถึงยังมี ก๊อกน้ำ ที่ชาวทิเบตเชื่อถือว่า เป็นสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่ไหลขึ้นมาจากหนองน้ำในอดีต ทำให้ชาวทิเบตและผู้มาเยือน ต่างเข้าแถวยืนรอน้ำจากก๊อกดังกล่าว เพื่อใช้ชำระร่างกายก่อนเข้าไปสวดมนต์ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวด

ขึ้นไปบนยอดหลังคาปีกหน้าวิหาร มี กงล้อ พระธรรมจักร และ กวางหมอบคู่หนึ่ง เป็นสัญลักษณ์การปฐมเทศนา ณ.ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน รวมทั้งกระบอกมนตราขนาดใหญ่สีทอง แลไปเบื้องหน้าจะเห็นพระราชวังโปตาลาตั้งตระหง่าน เป็นฉากงามตระการยิ่งใหญ่ มองลงไปเบื้องล่างรายรอบวัดโจคัง มีลานกว้างและตลาดใหญ่ ที่ผู้คนเดินพลุกพล่านมากที่สุดในนครแห่งนี้



TravelProThai-25-052012-0008.jpg



พระราชวังโปตาลา (Potala Palace)

พระราชวังโปตาลา (หรือ ปู้ตาลากง (Putala Gong) ในสำเนียงจีน) พระราชวังฤดูหนาว ของ องค์ดาไลลามะ ชื่อเรียก โปตาลา มาจากภาษาสันสกฤต โปตาละกะ หมายถึง สถานที่สถิตของพระอวโลกิเตศวร ด้วยชาวธิเบท เชื่อกันว่าพระเจ้าซงเซน กัมโป คือนิรมาณกายของพระอวโลกิเตศวร ดังนั้นที่ประทับของพระองค์ จึงได้รับการเรียกขานเช่นนั้น

ซึ่งตั้งอยู่บนความสูง ประมาณ 300 เมตร บนยอดเขาแดง พระราชวังปู้ต้าลาแห่งนี้มีประวัติ อันยาวนานมากว่า 1,300 ปี ที่มีความสวยงาม และอลังการมาก มีห้องมากกว่า 1,000 ห้อง ซึ่งนับว่าเป็นศิลปสุดยอดฝีมือที่สวยงามที่สุดของธิเบต ภายในพระราชวังปู้ต้าลานี้จะมีอาคาร 13 ชั้น สูงประมาณ 400 เมตร

สร้างขึ้นมาในคริสตวรรษที่ 7 โดยกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของทิเบต ที่รวบรวมชาวทิเบตให้เป็นอันหนี่งอันเดียวกันได้สำเร็จ คือ กษัตริย์ ซงเซน กัมโก ซึ่งแรกเริ่มก็เพียงแต่จะสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นป้อม และตำหนักเล็กๆให้แก่พระมเหสีชาวจีน และชาวเนปาล ของพระองค์เท่านั้น

หลังจากการสร้างขึ้นได้ราว 1 ศตวรรษ พระราชวังได้ถูกฟ้าผ่าไฟไหม้ ได้รับความเสียหายเป็นอันมาก จนกระทั่งมีพระเป็นผู้ปกครอง ปัจจุบันนี้รูปทรงเดิมของป้อม และพระตำหนักดังกล่าวสองหลังนี้ ก็ยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง ท่ามกลางสิ่งก่อสร้างที่ตบแต่งเพิ่มเติมใหม่ ที่ต่อเติมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับสิ่งที่บูรณะซ่อมแซมเพิ่มเติม ในช่วงหลังๆมานั้นส่วนใหญ่ จะซ่อมแซมบูรณะในสมัยของ องค์ดาไลลามะที่ 5 ประมาณปี พ.ศ. 2188 ถึง 2236 ( องค์ดาไลลามะองค์ปัจจุบันนี้คือองค์ที่ 14 )


Tibetan-06-04-2007-0001-2.jpg


เพื่อให้เป็นพระราชวังฤดูหนาว พระราชวัง โปตาลาแห่งนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนของพระราชวังสีขาว สีแดง และสีเหลือง

TravelProThai-24-052012-0005.jpg



พระราชวังสีขาวนั้นเป็นส่วนของ สังฆวาส สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ โรงเรียน และโรงพิมพ์ ส่วนอีกส่วนหนึ่งที่เป็นสีแดงนั้นจะเป็นส่วนของพุทธาวาส สำหรับปฏิบัติกิจของสงฆ์ ประกอบไปด้วย สถูปทองซึ่งภายในบรรจุพระศพขององค์ดาไลลามะทั้ง 8 องค์เอาไว้ ที่ประชุมสงฆ์ พระวิหาร โบสถ์ และห้องสมุดที่ใช้เก็บพระไตรปิฏก อาคารทั้งสองส่วนจะถูกเชื่อมโยงด้วยส่วนของอาคารที่เป็นสีเหลือง

แต่ต่อมาทรงใช้ป้อมยามแห่งนี้เป็นสถานที่ ในการศึกษาพระธรรมคำสั่งสอน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากที่พระองค์ได้เปลี่ยนความเชื่อถือ จากการนับถือลัทธิบอน อันเป็นความเชื่อถือเก่าแก่แต่โบราณกาล ของชาวธิเบตในสมัยนั้น เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และทำให้พระพุทธศาสนา เริ่มวางหลักปักฐานในธิเบต และเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาตามลำดับ ในสมัยของพระองค์ท่าน

ในคริสต์ศตวรรษ์ที่ 17 ให้มีการบูรณะพระราชวังขึ้นใหม่ ตามภาพวาดของพระราชวัง ที่เขียนไว้บนผนังของวัดโจคัง เป็นสัญลักษณ์ของนคร ลาซา และเป็นหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของชาวทิเบต ในปี ค.ศ. 1994 องค์การยูเนสโก้ ได้ประกาศรับรองให้เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม และต่อมาได้รวม พระราชวังนอร์บูลิงก้า และ วัดโจคัง เข้าเป็นมรดกโลกร่วมด้วยในปี ค.ศ. 2000

ปัจจุบันพระราชวังโปตาลากลายเป็น พิพิธภัณฑ์และสถานสักการะ ภายในวังขาว มีสำนักงาน โรงเรียนศาสนา ส่วนวังแดงเป็นส่วนที่ยังใช้ประกอบพิธีกรรมอยู่ เป็นศูนย์รวมใจของโปตาลา



TravelProThai-24-052012-0001.jpg



ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ชาวจีนและชาวทิเบต-พม่าดั้งเดิมอาจจะแยกออกจากกันเมื่อราว 3,457 ปีก่อนพุทธศักราช เมื่อชาวจีนเริ่มอพยพเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ในขณะที่ชาวทิเบตพม่าดั้งเดิมยังเป็นผู้ร่อนเร่ ชาวทิเบตแยกตัวออกจากชาวพม่าชัดเจน เมื่อราว พ.ศ. 943

พบหลักฐานในยุคเหล็ก และยุคสำริดในที่ราบสูงฉาง ตังแต่ยังไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียด วัฒนธรรมในบริเวณนี้เป็นที่รู้จักในชื่อวัฒนธรรมจางจุง ซึ่งมีกล่าวถึงในเอกสารโบราณของทิเบตและเป็นจุดเริ่มต้นของศาสนาบอน



Tibetan-27-02-2010-0173.jpg



ยุคจักรวรรดิทิเบต

จักรวรรดิทิเบตเรืองอำนาจในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 – 16 โดยมีอาณาเขตทางใต้จดเบงกอล ทางเหนือจดมองโกเลีย


Tibetan-27-02-2010-0230.jpg



การปรากฏตัวครั้งแรกในประวัติศาสตร์

มีการกล่าวถึงทิเบตครั้งแรกในหนังสือภูมิศาสตร์ของปโตเลมีในชื่อ บาทาย ซึ่งมาจากชื่อพื้นเมือง “บอด” (Bod) ทิเบตปรากฏในประวัติศาสตร์จีนครั้งแรกในชื่อ “ฟา” เมื่อพระเจ้านัมริ โลนซัน ส่งราชทูตไปจีนในพุทธศตวรรษที่ 12


Tibetan-27-02-2010-0122.jpg


การก่อตั้งราชวงศ์

การก่อตัวของทิเบต เริ่มที่ปราสาทตักเซ ในตำบลชิงบา เขตชองกยา ตามที่กล่าวถึงในพงศาวดารทิเบตโบราณ “กลุ่มของผู้สนับสนุนยุยงให้ตันบูญาซิกก่อกบฏต่อต้านคูทริ ซิงโปเช” ซิงโปเชนี้เป็นขุนนางของจักรวรรดิจางจุงภายใต้การปกครองของราชวงศ์สิกมยี

ซิงโปเชตายก่อนที่กลุ่มกบฏจะชนะ และลูกชายของเขาคือนัมริ โลนซัน ขึ้นเป็นผู้กุมอำนาจคนต่อมา และเป็นผู้ก่อตั้งจักรวรรดิทิเบตขึ้น เขาส่งทูตไปจีนสองครั้งในพ.ศ. 1191 และ 1192 เป็นการเปิดตัวต่อนานาชาติครั้งแรกของทิเบต



TRAVELPRO TEAM. ขอขอบคุณข้อมูลจาก Travel Guide Magazine และรูปภาพจาก ทีมงานช่างภาพทราเวิลโปร
ภาพประจำตัวสมาชิก
FabricMan
 
โพสต์: 167
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 18 ม.ค. 2012 4:17 pm

 

เที่ยวกับเราได้ภาพสวย www.TravelProThai.com


ย้อนกลับไปยัง บทความ | สารคดี | Movie | Clip การท่องเที่ยว

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังออนไลน์ทั้งหมด 1 ท่าน :: ไม่มีผู้ใช้งานที่เป็นสมาชิก, ไม่มีผู้ซ่อนตัว และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน (ภายใน 5 นาทีที่ผ่านมาี)
ออนไลน์มากที่สุด 185 ท่าน เมื่อ อาทิตย์ 12 พ.ค. 2013 12:59 pm

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน