วันเวลาปัจจุบัน ศุกร์ 20 ต.ค. 2017 4:26 am
Font Size
   
TravelProTeam

Moderator Control Panel ]

แบกกระเป๋าท่องเที่ยวไปในดินแดนอัศวินโต๊ะกลม ลอนดอน - บาธ - ลิเวอร์พูล - แมนเชสเตอร์ 4 วัน 4 คืน

[ COMMENT จาก FaceBook]

พูดคุยเรื่องทั่วไป, แนะนำตัวเอง, คุยกันตามประสาคนรักทราเวิลโปร หรือ จะนัดแนะกัน ออกไปพบปะสังสรรค์ หลังจากกลับจาก Trip ท่องเที่ยวมาแล้ว ก็ตามสะดวก นะคร้าบบบ

Moderator: TravelPro Staff

แบกกระเป๋าท่องเที่ยวไปในดินแดนอัศวินโต๊ะกลม ลอนดอน - บาธ - ลิเวอร์พูล - แมนเชสเตอร์ 4 วัน 4 คืน

โพสต์โดย FabricMan » พุธ 21 พ.ย. 2012 11:29 am

แบกกระเป๋าท่องเที่ยวไปในดินแดนอัศวินโต๊ะกลม
ลอนดอน - บาธ - ลิเวอร์พูล - แมนเชสเตอร์ 4 วัน 4 คืน
งบประมาณ 92,453 บาท (ต่อคน)



เชื่อว่าเมื่อครั้งยังเด็ก หลายคนคงต้องเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับกษัตริย์อาเธอร์ พ่อมดเมอร์ลิน ดาบศักดิ์สิทธิ์และอัศวินโต๊ะกลมกันอยู่บ้าง จะว่าไปตำนานพื้นบ้านเรื่องนี้ ดูจะช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศสหราชอาณาจักร ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพเลยทีเดียว เพราะนอกจากเด็กๆ ที่ได้ฟังจะสนุกสนานไปกับการผจญภัยของอัศวินใจหาญ และเวทย์มนตร์วิเศษเหนือจินตนาการแล้ว ผู้ใหญ่ที่เป็นคนเล่าเองก็อดไม่ได้ที่จะเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ และภาพทิวทัศน์ของภูมิประเทศที่บรรยายอยู่ในนิทาน และหากมีโอกาสไปประเทศที่ได้แต่ฝันอยู่ในจินตนาการจริงๆสักวันแล้ว ใครจะยอมพลาดกันล่ะ!

bud_eng1.jpg


เนื่องจากเวลาเป็นสิ่งมีค่า และโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ทำงานเช่นพวกเราด้วยแล้ว เวลาพักร้อนย่อมเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ต้องถนอมใช้อย่างมัธยัสถ์ เมื่อตกลงกันว่าจะไปตะลุยสหราชอาณาจักรแบบคร่าวๆ กันสักตั้ง เราจึงวางแผนท่องเที่ยวแบบรวบรัด ชนิดที่คิดว่าคงทำให้ได้สัมผัสความเป็นประเทศนี้อย่างคุ้มค่ากับราคา และเวลาที่เสียไป ว่าแล้วก็จัดกระเป๋า เช็คอินยังเคาน์เตอร์การบินไทย ณ สนามบินสุวรรณภูมิ และหลับเพียงตื่นเดียว (แต่ปาเข้าไป 13 ชั่วโมงเศษ) เราก็มายืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมือง ณ สนามบินฮีทโรว์ ณ กรุงลอนดอน ในช่วงเช้าตรู่ของวันฝนพรำตามแบบฉบับ

bud_eng2.jpg


วันที่ 1

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราก็เริ่มจากจับรถไฟฮีทโรว์ เอ็กซ์เพรสที่ออกทุกๆ 15 นาทีไปยังเข้าเมืองสถานีแพ็ดดิงตัน (Paddington) อันเป็นชุมทางรถไฟและรถไฟใต้ดินในตัวเมืองซึ่งใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น (ตั๋วผู้ใหญ่ราคา 14.50 ปอนด์หรือประมาณ 805 บาท) เมื่อมาถึงสถานีแพ็ดดิงตันก็จัดการซื้อตั๋ว Travelcard แบบ 1 วัน ที่สามารถใช้ได้กับรถไฟใต้ดินและพาหนะประเภทอื่นๆอย่างรถราง รถบัส และรถไฟธรรมดาใน 2 โซน ใจกลางเมืองลอนดอนได้ (ตั๋วผู้ใหญ่ราคา 7.20 ปอนด์ หรือ 400 บาท) เพื่อที่จะได้เดินทางสะดวกหน่อย (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบขนส่งของลอนดอนได้ที่ http://www.tfl.gov.uk) เมื่อมีไอเท็มสำคัญอยู่ในมือ
แล้ว เราก็ไม่รอช้าแบกเป้ขึ้นบ่า จับรถไฟใต้ดินสาย 15 มายังสถานีใหญ่ Oxford Circus แล้วเปลี่ยนเป็นสาย 8 มายัง Holborn Station เพื่อมายังจุดหมายแรกของเรา ซึ่งระบบรถไฟใต้ดินที่นับว่าเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกนี้ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะแม้จะต้องเปลี่ยนขบวนแต่ใช้เวลาเพียงอึดใจเดียวเราก็มาถึง British Museum
พิพิธภัณฑ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างไม่เหนื่อยนัก

bud_eng3.jpg


แต่ก่อนจะเข้าไปขอแวะไปเช็คอินที่โรงแรม Astor Museum ที่เราจองมาล่วงหน้าก่อน ซึ่งเหลือเชื่อมากที่จะยังมีโรงแรมราคาห้องละ 28 ปอนด์ (1,553 บาท) พร้อมอาหารเช้าอยู่ในแถบนี้ แต่แน่นอนว่าคุณต้องพร้อมที่จะนอนแชร์ห้องกับคนอื่นนะ เพราะที่นี่ก็เหมือนมาพักตามหอพักนักศึกษา ที่ซึ่งห้องหนึ่งมี 8 เตียงนั่นเอง
(สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ http://www.astorhotels.com) เก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็มุ่งหน้าออกเที่ยวกันทันที British Museum หรือพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1753 และปัจจุบันเป็นที่จัดแสดงวัตถุจากทั่วโลก ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ไปจนถึงนวัตกรรมแบบโมเดิร์น ซึ่งไฮไลต์เด่นๆ ของที่นี่เห็นจะเป็น
โรเซ็ตต้า สโตน (Rosetta Stone) รูปสลักจากวิหารพาร์เธนอนและแจกันพอร์ตแลนด์ นอกจากนี้ตลอดปียังมีนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ มาจัดผลัดเปลี่ยนกันไปด้วย บริติช มิวเซียมก็เหมือนพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในยุโรปที่เปิดให้เข้าชมฟรี จะคิดเงินเพียงสำหรับนิทรรศการที่มาจัดแสดงพิเศษเท่านั้น หลังจากเดินดูรอบๆ แล้ว เราก็ยอมเสียเงินเพื่อเข้าไปชมนิทรรศการแอซเท็ค ที่กำลังจัดแสดงอยู่พอดีสักหน่อยเพราะไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว และหน้ากากโบราณของชาวแอซเท็คแท้ๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะหาดูที่ไหนได้ง่ายๆนี่นา

bud_eng4.jpg


พอเดินออกมาจากบริติช มิวเซียม ท้องก็บังเอิญร้องโครกครากอย่างได้จังหวะพอดี เราจึงเดินมุ่งหน้ามาทาง
แม่น้ำเทมส์เพื่อมายังย่าน Covent Garden ที่อยู่ห่างออกมาเพียงไม่ถึงกิโล ซึ่งว่ากันว่ามีร้านอาหารกรีกน่าลอง เดินหาตามแผนที่อยู่พักเดียวเราก็พบร้าน the Real Greek บนถนน Long Acre ที่เสิร์ฟอาหารกรีกแนวสตรีท อย่าง เมเซดีส (mezedes) และซูวลาคี (souvlaki) รสเด็ดราคาไม่แพง พร้อมอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนฟากกรีกอีกมากมาย เราจึงสั่งซูวลาคี หรือเนื้อย่างห่อขนมปังมากินคู่กับปลาหมึกยักษ์ย่างมาลองให้รู้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่ผิดหวัง (มื้อหนึ่งตกประมาณ 8 ปอนด์หรือ 443 บาทต่อคน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับร้านอาหารนี้ได้ที่ http://www.thefrealgreek.com)

bud_eng5.jpg


ครั้นอิ่มกายอิ่มใจดีแล้ว เราก็แวะเดินย่อยอาหารแถวๆ Covent Garden สักหน่อย ย่านนี้แต่เดิมเคยเป็นตลาดดอกไม้และผลไม้มาก่อน แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนโฉมมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านกาแฟ และนักแสดงข้างถนนที่จัดการแสดงอยู่รอบๆ ตัวตลาด ส่วนบริเวณลานข้างหน้านั้นสงวนให้กับวงดนตรีคลาสสิกเท่านั้น เราเดินเล่น ช็อปปิ้งได้ของกระจุกกระจิกมานิดหน่อย แล้วจึงแวะโฉบไปชักภาพคู่กับ Royal Opera
House ที่อยู่ติดกันสักนิดก่อนที่จะเริ่มเดินทางต่อไป เรามุดลงใต้ดินอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานี South
Kensington อันอยู่อีกฟากหนึ่งของสวนเซนต์ เจมส์ ซึ่งพอขึ้นมาแล้วจะพบกับ National History Museum
พอดิบพอดี ซึ่งเราก็ต้องทึ่งในความ “ใจป้ำ” ของอังกฤษที่สร้างพิพิธภัณฑ์ที่อลังการขนาดนี้ แต่ให้คนเข้าชมโดยไม่เสียสตางค์เลย เราจึงได้ตื่นตาตื่นใจไปกับนิทรรศการไดโนเสาร์และสัตว์เลื้อยคลาน รวมถึงส่วน
ร่างกายมนุษย์และระบบนิเวศ ซึ่งนิทรรศการส่วนใหญ่นั้นเปิดให้ผู้ชมเข้าไปจับต้องได้ด้วย ทำให้นอกจากได้ความรู้แล้วยังสนุกไปอีกแบบ (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nhm.ac.uk)

แต่สนุกได้ไม่นานเท่าที่ควรก็ต้องรีบออกมา เพราะกลัวว่า Victoria and Albert Museum ที่อยู่ใกล้ๆ กันจะปิดเสียก่อน พอไปถึงก็พบว่าที่จริงแล้วไม่ต้องรีบก็ได้ เพราะเราไปในวันศุกร์ที่พิพิธภัณฑ์ปิด 4 ทุ่มพอดี เราจึงได้เที่ยวดูงานมีมือ งานศิลปะ รูปวาด ภาพถ่าย ผ้าทอ รวมถึงงานศิลปะอื่นๆ อีกมากมายอย่างหนำใจสบายกระเป๋า (เพราะฟรีอีกแล้ว) ว่ากันว่าที่นี่คือสุดยอดพิพิธภัณฑ์ศิลปะและดีไซน์แห่งหนึ่งของโลก ที่จัดแสดงคอลเลกชั่นศิลปะโบราณหายากมากมาย อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่ให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะของอังกฤษได้ดีที่สุด (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.vam.ac.uk)

เราเดินเล่นอยู่ได้พักเดียวก็มืดแล้ว ยิ่งฤดูใบไม้ร่วงอย่างนี้ดูเหมือนท้องฟ้าจะยิ่งมืดเร็วมากขึ้น เราจึงเดินออกมายังร้านอาหาร Pierino ที่อยู่ในละแวกเดียวกัน ที่นี่เสิร์ฟอาหารอิตาเลียนอร่อยๆ พร้อมไวน์ดีๆ ในราคาสมเหตุสมผล อีกอย่างมีโต๊ะเล็กๆ อยู่ด้านนอกเหมือนคาเฟ่ในฝรั่งเศสให้นั่งซึมซาบบรรยากาศด้านนอกด้วย (และนั่นแหล่ะคือสิ่งที่เราต้องการ) หมดฟูลคอร์สก็หมดไปคนละ 10 ปอนด์ (550.50 บาท) แต่ก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ เพราะเพียงแค่ได้ชิมไวน์ท้องถิ่นจากอิตาลีก็คุ้มแล้ว (เอ๊ะ รึว่าเราเมาแล้ว) กรึ่มๆ ดีแล้วก็รีบมุดดินไปยังสถานี
Knightbridge ที่อยู่ใกล้ๆ กันเพื่อไปช้อปปิ้งย่อยอาหารสักหน่อย ใช่แล้ว เรากำลังไปห้างแฮรอดส์ (Harrods) ที่คนไทยรู้จักดีนั่นเอง ซึ่งไปพอได้เข้าไปก็ตระหนักว่ามันมีอะไรมากกว่ากระเป๋าแฮร์รอดส์ลายน่ารัก ที่นักเรียนนักศึกษาบ้านเราชอบหิ้วเท่านั้น ห้างอันเก่าแก่เกือบสองร้อยปีนี้มีอาณาเขตถึง 4.5 เอเคอร์ นับว่าใหญ่เป็นที่สองรองจากห้าง Selfridges เลยทีเดียว และต้องบอกว่าใน 330 กว่าแผนกของที่นี่มีทุกอย่างให้เลือกสรรจริงๆ เมื่อได้ของมาให้พะรุงพะรังเล่นเป็นที่เรียบร้อย เราก็ลงใต้ดินเป็นครั้งสุดท้ายของวันเพื่อที่จะกลับไปยังโรงแรมที่พักเพื่อสะสมกำลังไว้สำหรับวันรุ่งขึ้น

bud_eng6.jpg


วันที่ 2
เมื่อได้พักอย่างเต็มที่ เราตื่นมารับเช้าของวันที่สองอย่างสดใส หลังจากเติมพลังเรียบร้อยและฝากกระเป๋าไว้ที่รีเซ็ปชั่นของโรงแรม แล้วเราก็ออกเดินทางไปยังย่านเวสมินสเตอร์อย่างรวดเร็ว วันนี้เราตัดสินใจซื้อตั๋วรถ
ใต้ดินธรรมดา เพราะกะว่าจะเดินเที่ยวแถบๆ นั้นเอาดีกว่า หลังจากมุดลงใต้ดิน (อีกแล้ว) ลงสถานี Holborn เจ้าเก่า เปลี่ยนขบวนเล็กน้อย อีกชั่วอึดใจเดียวก็ถึงสถานี Westminster จุดหมายของเราแล้ว

เรามุ่งไปยัง Westminster Abbey ที่ๆ เขาว่ากันว่าหากไม่ได้มาที่นี่ ก็เหมือนกับมาแล้วไม่เห็นความยิ่งใหญ่ของลอนดอนสมัยโบราณที่ขนาดนั้นเลยทีเดียว เพราะมหาวิหารอายุกว่า 700 ปีแห่งนี้นับเป็นสถานที่ประกอบพิธีราชาภิเษกและพิธีกรรมอื่นๆ ของราชวงศ์อังกฤษมากว่าหลายศตวรรษ นอกจากสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและการตกแต่งอันวิจิตรอลังการ ภายในหมาวิหารสไตล์โกธิคแห่งนี้แล้ว สิ่งที่ไม่ควรพลาดชมก็คือออร์แกนขนาดยักษ์ที่สร้างโดย Harrison & Harrison ที่นักดนตรีอังกฤษคนไหนได้รับการทาบทามมาเล่น จะนับว่าได้รับเกียรติสูงสุดในชีวิต เพื่อที่จะให้เห็นความยิ่งใหญ่อย่างชัดๆ ก็คงต้องควักกระเป๋ากันหน่อย เราจึงยอมเสียเงินค่าเข้า 15 ปอนด์ (832 บาท) เพื่อที่จะเข้าไปชมได้อย่างเต็มตา

ออกจากมหาวิหารก็เดินมาเรื่อยๆ จนเจอหอนาฬิกาบิ๊ก เบน ซึ่งอยู่ไม่ห่างนัก หลังจากถ่ายรูปคู่กับนาฬิกา
เรียบร้อย ก็เดินเข้าไปอ่านป้ายอธิบายความเป็นมาของบิ๊ก เบน เสียหน่อย อันที่จริง บิ๊ก เบน ไม่ได้เป็นแค่หอนาฬิกา แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งพระราชวังเวสต์มินส์เตอร์ (หรือ House of Parliament) เช่นเดียวกับมหาวิหาร โดยหอนาฬิกาซึ่งแต่เดิมเป็นหอคอยนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า St Stephen’s Tower น่าเสียดายที่ปัจจุบันทางการลอนดอนไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมได้ เราจึงไม่ได้เห็นระฆังยักษ์ภายในหอนาฬิกาที่หนักถึง 13 ตัน

bud_eng7.jpg


หลังจากชมสถาปัตยกรรมจากยุคเก่าแล้ว เราก็เดินข้ามสะพานเวสต์มินสเตอร์ไปยังสิ่งก่อสร้างจากยุคใหม่ นั่นคือ London Eye ที่กลายเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของลอนดอนคู่กับบิ๊ก เบนไปเสียแล้ว ชิงช้าสวรรค์อันมหึมานี้ นอกจากจะพาผู้โดยสารขึ้นไปรับชมทิวทัศน์ของลอนดอนจากบนฟ้าแล้ว บนกระเช้ายังมีภาพยนตร์สามมิติเกี่ยวกับเมืองลอนดอน และโชว์ดอกไม้ไฟตระการตาบนท้องฟ้ากรุงลอนดอนยามค่ำคืนให้ชมด้วย ทั้งหมดในราคา 17 ปอนด์ (943 บาท) ซึ่งแค่วิวข้างบนที่เห็นลอนดอนในมุม 360 องศาก็คุ้มแสนคุ้ม นับเป็นวิธีอำลาลอนดอนที่แสนประทับใจจริงๆ เมื่อถึงเวลาเราก็ขึ้นรถใต้ดินกลับไปยังสถานีแพ็ดดิงตั้นเพื่อจับรถไฟ แวะซื้อแซนวิชเป็นอาหารกลางวัน (ราคาประมาณ 3 ปอนด์ หรือ 166 บาท) แล้วจับหวานเย็นไปยังเมืองบาธ (Bath) เมืองที่สองในทริปนี้

บาธตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ และอยู่ห่างจากลอนดอนเพียง 97 กิโลมเตร แต่ด้วยเราเลือกขึ้นรถไฟหวานเย็นเพราะประหยัดกว่า (ราคาเพียง 16 ปอนด์หรือประมาณ 888 บาท) แทนที่จะเป็นชั่วโมงครึ่ง เราก็มาถึงบาธภายใน 3 ชั่วโมง ทันเห็นแสงยามบ่ายแก่ๆ ของบาธพอดี จากกำเนิดดั้งเดิมในฐานะเมืองแห่งสปาของชาวโรมัน บาธเปลี่ยนสถานะเป็นเมืองมรดกโลก อันเคยเป็นสถานที่พิธีกรรมที่สำคัญอีกเมืองหนึ่งของอังกฤษเมื่อกษัตริย์เอ็ดการ์ (King Edgar) ประกอบพิธีราชาภิเษก ณ มหาวิหารของที่นี่ เนื่องจากมีประวัติความเป็นมายาวนานมาก เมืองนี้จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายยุคหลายสมัยให้เลือกชม เราเริ่มจากไฮไลต์หลักก่อน นั่นคือ Roman Baths หรือโรงอาบน้ำของชาวโรมัน อันบรรจุน้ำอุ่นจากแหล่งน้ำพุร้อนทั่วเมืองที่ถูกลำเลียงมายังที่นี่ผ่านท่อน้ำ นวัตกรรมอันมีค่าที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวโรมันนี่เอง ชาวบ้านสมัยก่อนเชื่อกันจริงจังว่า น้ำร้อนของบาธนี้มีอำนาจในการเยียวยารักษาโรคได้ เนื่องจากมีเทพธิดามิเนอร์ว่า (Minerva) คอยปกปักษ์
รักษาอยู่ โรมัน บาธส์จึงกลายเป็นเหมือนสถานที่บูชาเทพเจ้าด้วย โดยชาวโรมันมักจะนำสิ่งของมีค่าโยนลงไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่ในบริเวณเดียวกับโรงอาบน้ำ เพื่อเป็นของบรรณาการแก่เทพธิดา ซึ่งปัจจุบันเมืองบาธจึงได้ตั้งบริเวณหนึ่งไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงวัตถุโบราณต่างๆ ที่ถูกโยนลงบ่อน้ำที่ว่ามาจัดแสดงให้
นักท่องเที่ยวชม

bud_eng8.jpg


ตกเย็น แซนวิชที่รองท้องมาบนรถไฟเริ่มเอาไม่อยู่แล้ว เราจึงแวะไปเช็คอินยังโรงแรม The Hollies ก่อน ซึ่งเราจองล่วงหน้าหลายเดือนทีเดียว ถึงจะได้พักในโรงแรมเล็กๆ น่ารักขนาด 3 ห้องนอน ราคา 65 ปอนด์ (3,600 บาท) พร้อมห้องสมุดแห่งนี้ (http://www.theholliesbath.co.uk) เนื่องจากบาธเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของประเทศ ราคาโรงแรมที่นี่นับว่าสูงพอดู บางแห่งราคาสูงถึงหลายร้อยปอนด์เลยทีเดียว เก็บของเรียบร้อยเราก็มุ่งหน้าสู่ Grove Street ไปยังร้านอาหาร The Bathtub Bistro ที่มีเพื่อนที่เคยมาแล้วแนะนำให้มาลอง เพราะที่นี่เสิร์ฟอาหารง่ายๆ รสชาติเยี่ยมในราคาไม่แพงนัก ได้สเต็กนุ่มๆ พร้อมไวน์แดงตบท้ายทั้งหมดสนนราคา 20 ปอนด์หรือ 1,110 บาท แค่นี้ก็หลับสบายแล้วคืนนี้

bud_eng9.jpg



วันที่ 3
อากาศเย็นยามเช้าตรู่ของบาธปลุกให้เราตื่นขึ้น เราจึงรีบอาบน้ำ กินอาหารเช้าแล้วเดินออกมานั่งถ่ายรูปเล่นกันบนเนินหญ้าใกล้ๆ กับที่พัก ความน่ารักอย่างหนึ่งของบาธคือ เราสามารถเพลิดเพลินไปกับดอกไม้ และ
ทุ่งหญ้าที่สลับปะปนอยู่กับอาคารสมัยเก่าได้ทั่วเมือง พอแดดแรงขึ้นอีกนิด เราก็ออกเดินไปยังอาคาร Guildhill ที่ข้างในประกอบด้วยสถานที่สองแห่งที่ไม่น่าจะอยู่ด้วยกันได้ นั่นคือ Victoria Art Gallery พิพิธภัณฑ์ศิลปะ และตลาดสด! แต่ตลาดสดของเขาก็ไม่เหมือนในบ้านเรา เพราะยังมีร้านกาแฟ ร้านขายของกระจุกกระจิก และร้านหนังสือเล็กๆ มากมาย ทำให้เดินดูได้ไม่เบื่อ เพราะเดินสักพักก็แวะกลับมาดูพิพิธภัณฑ์ ชื่นชมงานศิลปะสักหน่อยแล้วจึงมุ่งหน้าไปยังอีกไฮไลต์หนึ่งของที่นี่ นั่นคือ Jane Austen Centre

ใครที่ชอบอ่านหนังสือนิยายคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จัก เจน ออสติน นักเขียนชื่อดังของอังกฤษ เจ้าของ
ผลงาน Sense & Sensibility และ Pride and Prejudice ผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ที่บาธและได้แรงบันดาลใจในการเขียนนิยายมากมายจากทิวทัศน์อันสวยงามของเมืองแห่งนี้ ซึ่งที่สำนักงานกึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นอกจากจะทำให้ผู้เข้าชมได้รู้จัก เจน ออสติน มากขึ้นแล้วยังมีบรรยากาศย้อนยุคที่พาให้คนที่เข้ามารู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าสู่จักรวาลของมิสเตอร์ดาร์ซีย์ได้อย่างมหัศจรรย์ (http://www.janeausten.co.uk ค่าเข้าชม 6.95 ปอนด์ หรือ 386 บาท)

และแล้วก็ถึงเวลาอำลาบาธเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองต่อไป นั่นคือ เมือง ”หงส์แดง” ลิเวอร์พูล (Liverpool) ที่อยู่ห่างออกไปสามชั่วโมงทางรถไฟ คราวนี้เรายอมซื้อตั๋วรถแพงหน่อย (59 ปอนด์หรือ 3,276 บาท) เพื่อที่จะไปให้ถึงในเวลา 3 ชั่วโมงจริงๆ ไม่ใช่ 6 ชั่วโมงแบบรถไฟหวานเย็นเหมือนคราวที่แล้ว

ลิเวอร์พูลต้อนรับเราด้วยอากาศเย็นๆครึ้มๆ อันเป็นแบบฉบับ เราเดินออกจากสถานีรถไฟ Liverpool Central เพื่อตามหาถนน Greenbank Drive ที่ซึ่งโรงแรมของเราตั้งอยู่ ซึ่งก็เจอถนนที่ว่าอยู่แถวๆ สวนสาธารณะกว้างใหญ่ของเมือง ทำไมเราไม่คิดมาก่อนนะว่าชื่ออะไรที่มีคำว่าเขียวมักจะอยู่ใกล้สวนสาธารณะ! เดินเข้าถนนมา
นิดเดียวก็เจอกับ The Green Park Hotel โรงแรมน้อยๆขนาด 21 ห้องตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ที่เราเลือกโรงแรมนี้ก็เพราะนอกจากจะติดพื้นที่สีเขียวของเมืองแล้ว ยังตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่จะเดินทางไปไหนก็สะดวก (ห้องพักราคา 50 ปอนด์ หรือ 2,775 บาท http://www.thegreenpark-hotel.co.uk) เช็คอินเรียบร้อยแล้วเราก็พุ่งทำเวลาไปยัง The Walker Art Gallery อันเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุที่รวบรวมมาจากทั่วภาคเหนือของอังกฤษ ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟ Liverpool Lime Street นอกจากศิลปะยุคเก่าที่นับย้อนไปได้เป็นเวลากว่า 600 ปีแล้ว ที่นี่ยังมีผลงานศิลปะของศิลปินสมัยใหม่อย่างเดวิค ฮ็อคนีย์ (David Hockney) และเฮนรี่ มัวร์ (Henry Moore) ให้ดูด้วย และที่สำคัญ...ฟรีอีกแล้วค่ะค่าเข้าชม ช่างเป็นประเทศที่เอื้อเฟื้อทรัพย์สินทางปัญญาเสียจริงๆ (http://www.liverpoolmuseums.org.uk/walker/)

ออกจากแกลเลอรี่ศิลปะก็ต่อด้วยคอร์ส ประวัติศาสตร์และนวัตกรรมแห่งโลกแบบชิลๆ กันสักหน่อย ณ World Museum Liverpool ที่ซึ่งแบ่งโซนออกเป็นโซนธรรมชาติ มนุษย์ โลก และอวกาศ พร้อมมุมแกลเลอรี่อิยีปต์อันเป็นไฮไลต์ห้ามพลาด เพราะที่นี่เขาให้แกะผ้าห่อมัมมี่ได้ด้วยนะ (แต่ไม่ได้ให้ใช้มือนะคะ ให้แกะผ่านระบบ
interactive ของเขาค่ะ) ได้รับอาหารสมองมามากพอสมควรก็ถึงเวลาอาหารร่างกายเสียที เราจับรถโดยสาร
มุ่งหน้าไปยังถนน Hardman Street ที่ตาม คู่มือท่องเที่ยวบอกว่ามีร้านอาหารน่าลองชื่อ Bistro Jacques แม้จะตะขิดตะขวงนิดหน่อยที่มากินอาหารฝรั่งเศสในดินแดนของศัตรูฝรั่งเศส แต่พอได้เห็นฟัวส์ กราส์พร้อม
ขนมปังร้อนๆ และสเต็กเนื้อแกะซอสเยิ้มแล้ว เราก็แทบจะลืมความตะขิดตะขวงใจนั้นไปสิ้น เหลือแต่เพียงความอิ่มเอิบใจและความสุขในความโชคดีของตัวเอง ที่ได้มาเจอร้านอาหารฝรั่งเศสดีๆ ในอังกฤษ มื้อนี้
สนนราคาประมาณ 30 ปอนด์หรือ 1,665 บาท แพงหน่อย แต่ก็อร่อยคุ้ม (http://www.bistrojacques.com)

bud_eng10.jpg


อิ่มท้องดีแล้วก็ขอช้อปปิ้งให้เต็มที่หน่อยดีกว่า เพราะถึงเวลานี้ก็ยังไม่ดึกนัก จะกลับโรงแรมเลยก็กระไรอยู่ เพราะเวลาในอังกฤษเริ่มลดน้อยลงทุกวัน เราจึงมุ่งหน้าไป Cavern Walks แหล่งช้อปปิ้งบนถนน Mathew Street ที่ซึ่งมีแบรนด์ของอังกฤษมากมายให้เลือกสรร ซึ่งแน่นอนว่ามาถึงอังกฤษและอุตส่าห์เดินย่องไปดูร้าน Vivienne Westwood จะไม่ได้อะไรออกมาเลยก็กระไรอยู่ เราเลยสอยกระเป๋าเงินใบเล็กมาจนได้ เรียกว่าสบายกระเป๋าตัวเบา (เพราะเงินร่อยหรอ) ไปอีกนิด จากนั้นก็เดินดูร้านอื่นไปได้อีกสี่ห้าร้าน ก็ได้เวลาห้างปิดเสียแล้ว เราจึงมุ่งหน้ากลับโรงแรม

bud_eng11.jpg


วันที่ 4
วันนี้เราต้องเดินทางต่อไปยังแมนเชสเตอร์ (Manchester) เมืองสุดท้ายของทริปกันแล้ว แต่ก่อนออกจาก
ลิเวอร์พูลก็ขอแวบไปดูสนามแอนฟิลด์ (Anfield) ของหงส์แดงเขา ใกล้ๆกับสวน Standley Park เสียหน่อยละกัน เผื่อจะโชคดีได้เห็นนักบอลหล่อๆ เขามาซ้อมพอดีอะไรแบบนี้ คิดแล้วก็รีบจับรถมุ่งหน้าไปทันที ซึ่งพอไปถึงก็เห็นมีคนซ้อมเตะฟุตบอลอยู่ประปราย ซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่าคือนักฟุตบอลคนไหน เราจึงเดินไปถ่ายรูปกับสนามแอนฟิลด์แทน เห็นแล้วก็อดใจรอเห็นสนามแอนฟิลด์ใหม่บนสวน Standley Park ที่มีกำหนดแล้ว
เสร็จในตอนแรกในปีค.ศ. 2012 ไม่ได้ เพราะแค่สนามเก่ายังให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ขนาดนี้เลย แล้วสนามใหม่จะขนาดไหน น่าเสียดายจริงๆ ที่ตอนนี้เกิดภาวะเศรษฐกิจล่มเสียก่อน โครงการดังกล่าวเลยต้องหยุดชะงักไป ทำเอาแฟนๆ หงส์แดงต้องลุ้นกันอย่างหายใจไม่ทั่วท้องว่าจะได้สนามใหม่ดีไซน์เก๋กว่าเดิมไหมหนอ

bud_eng12.jpg


เราจับรถไฟจากสถานี Lime Street ไปยัง Manchester Central ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 50 กิโลเมตรเท่านั้น (ราคา 4 ปอนด์ 222 บาท ) และเพื่อสานต่ออารมณ์แฟนบอลที่ยังคุกรุ่นอยู่ เราจึงตัดสินใจแวบไปสนาม Old Trafford ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับของลิเวอร์พูลก่อนเลย ซึ่งก็พูดได้ว่าสมแล้วที่เป็นคู่ปรับตลอดกาลของกันและกัน เพราะแค่ดูจากสนามแล้วก็ยังรู้ได้เลยว่าไม่มีใครยิ่งหย่อนไปกว่าใคร ที่จริงแล้วสนามของทั้งสองทีมมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับสโมสรให้เข้าชมด้วย แต่เนื่องจากไม่มีเวลาเพียงพอเราจึงขอแค่ได้เห็นสนามก็พอใจแล้ว

หลังจากนั้นก็ตามธรรมเนียม เรามุ่งหน้าไปเช็คอินโรงแรมก่อน ณ Luther King House บนถนน Brighton Grove ที่พักแบบ Bed & Breakfast ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ทีเพียบพร้อมไปด้วยสาธารณูปโภค
(ราคา 53 ปอนด์ หรือ 2,943 บาท http://www.lutherkinghouse.co.uk) ก่อนที่จะออกไปตามลายแทงเพื่อหาร้าน
Orlando’s อันเป็นร้านอาหารและบาร์ยอดนิยมแห่งหนึ่งของเมือง ที่จริงที่นี่เป็นสถานที่ดินเนอร์สุดฮิต แต่ในเมื่อเราอดใจ (และหิ้วท้อง) รอจนถึงค่ำไม่ไหว ก็ขอลองแซนวิชใส้ชีสของที่นี่แกล้มกับกาแฟเบาๆ ละกัน หมดไปประมาณ 8 ปอนด์ก็อิ่มกายอิ่มใจพร้อมเที่ยวต่อแล้ว (http://www.orlandosbar.co.uk) เราจับรถรางไปลงป้าย Harbour City อันเป็นที่ตั้งของ Lowry Art Complex อาคารสถาปัตยกรรมสไตล์เอ็กซ์เพรสชันนิสต์ที่รวบรวมเอาทุกอย่างเกี่ยวกับศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นโรงละคร พื้นที่แสดงดนตรี แกลเลอรี่และพิพิธภัณฑ์เอาไว้ในที่เดียว เรียกว่าถ้าจะดูให้ทั่ว ต่อให้ใช้เวลา 1 วันก็ไม่หมด ส่วนเราที่มีเวลาเหลือเพียงสองสามชั่วโมง ก็ได้แต่โฉบไปโฉบมาและแวะดูแต่นิทรรศการหรือการแสดงที่ตนสนใจเท่านั้น แล้วก็จับรถรางกลับมาลงใกล้ๆกับ Canal Street หรือที่ทั่วโลกรู้จักกันในฐานะแหล่งบาร์สุดฮิตของชาวเกย์และเลสเบี้ยน ย่านนี้นับเป็น “หมู่บ้านเกย์” หรือ Gay Village ที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่นิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป และเป็นสถานที่จัดงาน Mardi Gras ของชาวเกย์ในทุกปี เราจึงขอเดินไปเดินมาซึมซาบบรรยากาศสักหน่อย จึงค่อยเดินหน้ากลับโรงแรม นับเป็นการปิดฉากทัวร์อังกฤษในฉบับเร่งรัดได้น่าตื่นใจอยู่ไม่น้อย เราขึ้นรถกลับโรงแรมอย่างหงอยๆ เพราะสี่วันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊ปเดียวก็พรุ่งนี้เช้า และเราก็ต้องเดินทางกลับบ้านแล้ว แต่คิดๆ ไปก็ดีใจอยู่เหมือนกันที่ตามเก็บที่ที่อยากไป ของทั้งสี่เมืองในอังกฤษได้มากอยู่ แม้จะยังเหลือสถานที่อีกไม่น้อยที่ยังไม่มีโอกาสได้ไปในคราวนี้ แต่ก็คิดซะว่าทริปนี้เป็นทริปเซอร์เวย์ละกัน หากปีหน้าฟ้าใหม่ได้ลาพักร้อนยาวๆ กับเขาบ้าง เราคงเจอกันอีกแน่นอนนะดินแดนแห่งอัศวินโต๊ะกลม

รายละเอียดงบประมาณ

ค่าตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ การบินไทย (economy class) ราคา 68,275 บาท
ค่าที่พัก 4 คืน รวมทั้งหมด 196 ปอนด์ หรือ 10,878 บาท
ค่าอาหาร 8 มื้อ (กลางวัน-เย็น) เฉลี่ยมื้อละประมาณ 10 ปอนด์ หรือ 550 บาท
รวมทั้งหมดประมาณ 4,400 บาท
ค่าเดินทาง (รถไฟ รถใต้ดิน รถรางและรถประจำทาง) ประมาณ 120 ปอนด์ หรือ 6,660 บาท
ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ประมาณ 40 ปอนด์ หรือ 2,220 บาท
เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 92,453 บาทต่อคน *ค่าเงินที่ใช้คำนวณ อัตราแลกเปลี่ยน 1 ปอนด์ เท่ากับ 55.50 บาท
รายละเอียดอื่นๆ
ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนได้ที่นี่
ตรวจสอบตารางเที่ยวบินและราคาตั๋วเครื่องบินของการบินไทยได้ที่ http://www.thaiairways.co.th
หาข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศอังกฤษได้ที่ http://www.visitbritain.com
ตรวจสอบตารางและเส้นทางรถไฟได้ที่ http://www.voyages-sncf.com
ตรวจสอบตารางรถไฟของอังกฤษที่ได้ http://www.nationalrain.co.uk
และดูตัวอย่างการวางแผนท่องเที่ยวโดยรถไฟได้ที่ http://www.rail.co.uk

TRVAELPRO TEAM. ขอขอบคุณข้อมูลดีๆและรูปภาพจาก kbeautifullife

ทัวร์ยุโรป ทัวร์ต่างประเทศ แพ็คเกจทัวร์
ภาพประจำตัวสมาชิก
FabricMan
 
โพสต์: 167
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 18 ม.ค. 2012 4:17 pm

 

เที่ยวกับเราได้ภาพสวย www.TravelProThai.com


ย้อนกลับไปยัง พูดคุยสัพเพเหระ

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน

cron

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังออนไลน์ทั้งหมด 2 ท่าน :: ไม่มีผู้ใช้งานที่เป็นสมาชิก, ไม่มีผู้ซ่อนตัว และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน (ภายใน 5 นาทีที่ผ่านมาี)
ออนไลน์มากที่สุด 185 ท่าน เมื่อ อาทิตย์ 12 พ.ค. 2013 12:59 pm

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน