วันเวลาปัจจุบัน อังคาร 17 ก.ย. 2019 11:34 am
Font Size
   
TravelProTeam

Moderator Control Panel ]

พี่ที่ออฟฟิศ

[ COMMENT จาก FaceBook]

พูดคุยเรื่องทั่วไป, แนะนำตัวเอง, คุยกันตามประสาคนรักทราเวิลโปร หรือ จะนัดแนะกัน ออกไปพบปะสังสรรค์ หลังจากกลับจาก Trip ท่องเที่ยวมาแล้ว ก็ตามสะดวก นะคร้าบบบ

Moderator: TravelPro Staff

พี่ที่ออฟฟิศ

โพสต์โดย titipong » เสาร์ 28 เม.ย. 2012 12:14 pm

"หากทำงานรอรับเงินเดือน เราจะมีความสุขเฉพาะปลายเดือน"
สมัยเด็ก ๆ ที่ผมยังไม่รู้ว่าโตขึ้นมาแล้วต้องเลือก "เป็น"
อาชีพใดอาชีพหนึ่ง เวลามีใครมาถามว่า "โตขึ้นอยากเป็นอะไร" ผมมักจะตอบไปว่า "ยอดมนุษย์ไฟฟ้า"
ซึ่งก็คือยอดมนุษย์ในหนังญี่ปุ่นที่แปลงร่างจากคนธรรมดาไปใส่ชุดสีรุ้งเหล่านั้นนั่นเอง ผมมองเห็นว่าการปราบเหล่าอธรรม
เป็นเรื่องสนุก ยิ่งเป็นการต่อสู้ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันแพ้ มีก็แต่พลาดพลั้ง แต่เราก็ยังโทร. ไปเรียกหุ่นยนต์ให้ออกมาปราบปีศาจร้ายได้ทุกตอนไป
(แล้วทำไมเอ็งไม่ขับหุ่นยนต์มาซะตั้งแต่แรก!)
พอโตขึ้นมาหน่อย เริ่มรู้เริ่มเห็นอาชีพต่างๆ มากขึ้น ผมก็เริ่มรู้สึกว่าการเป็นกระเป๋ารถเมล์ได้ขยับกระบอกเก็บเงินสังกะสีให้ส่งเสียงดังแก๊บๆ นั้นเป็น
เรื่องสนุก สนุกพอๆ กับการเป็นเด็กปั๊มที่มีฟองน้ำและแผ่นยางเอาใว้ถูกระจกรถให้ฟองฟอด เสร็จแล้วก็ปาดป้าดๆ ปี้ตๆ ให้ฟองมันหายไป และกระจกก็ใสดั่งไร้กระจก!
ในตอนนั้นตอบให้ใครฟังเขาก็ขำ "โตขึ้นผมอยากเป็นกระเป๋ารถเมล์ อยากเป็นเด็กปั๊มน้ำมัน"
เมื่อมามองย้อนกลับไปในตอนนี้ ผมจึงได้คิดว่า สมัยเด็กนั้นผมคิดเรื่อง "อยากเป็น" จากความสนุกที่เห็นในกิจกรรมของงานที่อาชีพเหล่านั้นทำทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นยอดมนุษย์ไฟฟ้าตัวสีๆ กระเป๋ารถเมล์ หรือเด็กปั๊มก็ตาม
ความสนุกต้องมาก่อน
แต่พอโตขึ้นหน่อย เมื่อเรียนในชั้นมัธยมศึกษา ถ้ามีใครมาถามคำถามเดิมกับผม คราวนี้ผมไม่ต้องคิดนานหรือลังเลอีกต่อไป ผมมีคำตอบเตรียมเอาใว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
"ผมอยากเป็นวิศวกรครับ" จำได้ว่าผมตอบคำถามด้วยคำตอบนี้อยู่หลายปีทีเดียว ตั้งแต่ที่ถูกญาติๆ และที่บ้านสอนว่า "โตขึ้นต้องเป็นวิศวกรให้ได้นะ เห็นไหมอาเจ๊กเขาเป็นวิศวกร เขาได้เงินเดือนหลายหมื่นเลยนะ วิศวกรนี่แหละรายได้ดีที่สุดแล้ว"
ตอนนั้นผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาเงินเดือนหลายหมื่นไปทำอะไร รู้แต่ว่าคำว่า "รวย" ก็น่าจะเท่ากับคำว่า "ดี" ก็ในเมื่อญาติพี่น้องปลูกฝังมาแบบนั้น ผมก็อยากรวยกับเขาบ้าง จำได้ว่าลูกหลายในวงศ์ตระกูลของเราเวลาไปเช็งเม้งกันแต่ละที ก็ต้องเรียกมารวมกันแล้วชี้อาเจ๊กวิศวกรคนเก่งให้ดู "เนี่ย โตขึ้นลื้อต้องเป็นแบบอาเจ๊กเขานะ"
เด็กๆ ทุกคนจึงมีอาเจ๊กเป็นไอดอล ไม่ว่าตอนเด็กๆ จะใฝ่ฝันเป็นอะไร แต่พอโตขึ้นมาถึงชั้นมัธยมทุกคนจะเปลี่ยนความฝันและมุ่งหน้าสู่เส้นทางวิศวกรกันหมดทั้งตระกูล จนบางทีผมยังคิดว่าเราน่าจะเปลี่ยนนามสกุลตระกูลเราไปเป็น "วิศวกรสกุล" ซะเลยน่าจะดี
เชื่อว่าเด็กๆใน ยุคนั้นคงมีประสบการณ์คล้ายกัน คือมีสองอาชีพที่คุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังและเคี่ยวเข็ญให้ลูกเป็นให้จงได้ นั่นคือ วิศวกร และคุณหมอ
เปล่าหรอก คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้หวังให้ลูกสาวลูกชายไปสร้างตึกสร้างสะพานหรือไปรักษาใคร แต่เขาอยากมั่นใจว่าลูกๆ ของเขาจะมีอนาคตที่ดี หรือพูดอีกทีก็คือมีตังค์เยอะๆ
"มีตังค์เยอะๆ เดี๋ยวชีวิตก็จะดีเอง" นั่นคือความเชื่อของคนสมัยนั้น ไม่แน่ใจว่าสมัยนี้ด้วยรึเปล่า
ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับอาชีพวิศวกรหรือคุณหมอ ทุกอาชีพต่างทำหน้าที่อย่างมีคุณค่าและเป็นกำลังสำคัญในสังคม เพียงแต่ผมคิดว่าการที่ใครสักคนจะเลือก "เป็น" อะไรนั้น สิ่งสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจไม่น่าจะใช่ "เงิน" หรือรายได้ที่มากมายเพียงอย่างเดียว
จริงๆ แล้วการที่คนคนหนึ่งจะ "เป็น" อะไรสักอย่าง เขาอาจไม่จำเป็นต้องพยายามไป "เป็น" ด้วยซ้ำ แต่เขา "เป็น" อาชีพนั้นก็เพราะตัวเขา "เป็น" แบบนั้นอยู่แล้ว
เหมือนตลกที่ปกติเป็นคนพูดจาขำในกลุ่มเพื่อน เหมือนนักข่าวที่ชอบสือหาเรื่องราวของความจริง เหมือนดาราที่ชอบแสดงละครเวทีตั้งแต่ยักเด็ก เหมือนันฟุตบอลที่เล่นบอลจนยามที่โรงเรียนต้องไล่ให้กลับบ้าน เหมือนศิลปินที่แอบวาดภาพขณะเรียนวิชาเลข ฯลฯ
คำว่า "เป็น" นั้น จริงๆ แล้วไม่ต้องพยายามไป "เป็น" สิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะเราเป็นสิ่งนั้นอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่เรา "เป็น" มักจะถูกกลบฝังให้ตายไปตั้งแต่มันเพิ่มเริ่มจะงอกเงยเป็นหน่ออ่อนๆ พอกำลังจะเริ่มเป็นนักดนตรี แม่ก็เอากีตาร์ไปเก็บในห้องเก็บของแล้วล็อกห้องเอาใว้ พอกำลังจะเริ่มเป็นศิลปิน พ่อก็บอกว่าวิศวกรเงินเดือนเยอะกว่าศิลปินไส้แห้งพวกนั้นตั้งเยอะ ว่าแล้วก็โยนสีโยนพู่กันทิ้งถังขยะ
เราจึงค่อยๆ ลืมสิ่งที่เรา "เป็น" และต้องออกเดินทางไปตามหาสิ่งที่เรา "ไม่เป็น" แต่ดัน "อยากเป็น"
ที่อยากเป็นก็เพราะเขาบอกกันว่าดี เป็นแล้วจะรวย
หลายคนมุ่งมั่นกระทั่งได้ "เป็น" อาชีพนั้น และดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นตัวเลขเงินเดือน แต่ก็ยังมีคำถามคาใจอยู่เสมอว่า ถ้าตอนนี้ฉันเป็นสิ่งที่ฉันเคยชอบ ชีวิตจะเป็นอย่างไร
ความอยากเป็นวิศวกรของผมค่อยๆ หายไปเมื่อตอนที่ผมอยู่ชั้น ม.สาม และผมก็เริ่มตอบคำถาม "โตขึ้นอยากเป็นอะไร" ด้วยคำตอบใหม่ "ผมอยากเอ็นท์เข้าถาปัดครับ" ตอนนั้นผมรู้แล้วว่าก่อนที่เราจะ "เป็น" อาชีพเหล่านั้น เราต้องเข้าไปศึกษาหาวิชาความรู้ในมหาวิทยาลัยก่อน ผมชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กๆ แม้จะวาดไม่ค่อยเก่งแต่ก็ชอบวาด และเมื่อผมได้พบกับอาจารย์ฝึกสอนวิชาศิลปะที่มาจากคณะสถาปัตย์ซึ่งวาดรูปสวยมาก ผมจึงอยากเข้าคณะนี้เหมือนสิ่งที่เคยทำเป็นตอนเด็กๆ กลับมาย้ำเตือนตัวเองอีกครั้ง และอยากทำมันให้ดีขึ้น
เมื่อเข้ามาเรียนในคณะสถาปัตย์ นอกจากได้เรียนวาดรูปแล้ว คณะนี้ยังสอนให้คิด สอนให้ออกแบบ ซึ่งงเป็นสิ่งที่ผมชอบ แม้จะเหนื่อยแต่ก็ไม่เคยเบื่อที่จะต้องคิดแบบ โดยเฉพาะวิชากราฟิกดีไซน์ที่มีเรียนคิดโฆษณาอยู่หนึ่งเทอม เมื่อเรียนแล้วชอบ จบออกมาผมจึงได้ทำงานเป็นครีเอทีฟโฆษณา ซึ่งก็ห่างไกลจากวิศวกรอยู่พอดู
ผมเริ่มงานโฆษณาด้วยความสนุก คิดงานทุกชิ้นด้วยความเพลิดเพลินใจ กระทั่งเมื่อทำไปได้สองปี ผมก็พบว่าอาชีพนี้มีการแข่งขันกันสูงมาก ครีเอทีฟเก่งๆ เขาจะส่งงานไปประกวดกันในช่วยปลายปี เพื่อแข่งขันชิงรางวัลแบดอะวอร์ดส์ หรือแทคท์อะวอร์ด (ในช่วงนั้น) ผมเองก็ส่งงานไปชิงรางวัลกับเขาเหมือนกัน แต่บางครั้งมันก็แห้ว ไม่สมหวัง พอตั้งหน้าตั้งตาอยาก "ทำรางวัล" ผมก็เริ่มคิดอยากได้รางวัลจากงานทุกชิ้น ยิ่งคิดจริงจังก็ยิ่งเครียด ยิ่งเครียดก็ยิ่งไม่สนุก
กระทั่งเพื่อนมาเล่าประโยคไม่กี่ประโยคจากปากของพี่ที่ทำงานคนหนึ่งให้ผมฟัง มันทำให้คนเพิ่มเริ่มทำงานมาแค่ไม่กี่ปีอย่างผมตาสว่างขึ้น พี่เขาบอกว่า "หากทำงานหวังจะเอาเงินเดือนสูงๆ เราก็มีความสุขแค่เดือนละครั้งตอนเห็นตัวเลขในบัญชี แต่ถ้าเราทำงานด้วยความสนุกกับมัน รักในงานที่ทำ เราก็จะมีความสุขที่วันที่มาทำงาน"
จริงสิิ! จริงของพี่เขา
ผมจึงได้คิดว่าตลอดเวลาที่ทำงานมานั้นผมไม่ได้ทำงานเพื่อวันนี้ ไม่ได้จับจ้องมองงานที่ทำ แต่ดันมองไปยังอนาคต มองว่ามันจะได้รางวัลไหม แล้วรางวัลจะทำให้เงินเดือนขึ้นรึเปล่า
นักเทนนิสคนหนึ่งเคยบอกว่า "คุณไม่มีทางชนะการแข่งขันได้ด้วยการเอาแต่มองไปที่สกอร์บอร์ดหรือถ้วยรางวัล"
สิ่งที่จะทำให้เราชนะคือการมองที่ลูกเทนนิส จดจ่ออยู่กับมันลูกต่อลูก ถ้าเราตีแต่ละลูกได้ดี เมื่อผลลัพธ์ที่ดีมารวมเข้าด้วยกันย่อมเป็นชัยชนะ

เมื่อลองมาคิดหวนทบทวนกลับไปจึงได้พบว่า ตอนเด็ก ๆ
ที่เรายังไม่ห่วงเรื่องเงินเรื่องทองนั้น เราอยากเป็นนั่นเป็นนี่เพราะเราคิดว่ามันน่าสนุก และน่าจะมีความสุขที่ได้ทำได้เป็น แต่พอโตขึ้นมาเรากลับมีมายามากมายในการตัดสินใจเป็นหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทั้งเงินทอง ชื่อเสียง และความสำเร็จหรือรางวัลต่างๆ จึงทำให้หลายคนไม่มีความสุขทุกวันที่ไปทำงาน จะมีก็แต่ตอนที่กดเอาเงินเดือนออกมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อของเพื่อให้ความสุขแก่ตัวเอง
แต่จริงๆ แล้วในเจ็ดวันในหนึ่งสัปดาห์ เราใช้เวลากับการทำงานถึงห้าวันเป็นอย่างน้อย ซึ่งนับเป็นส่วนใหญ่ของชีวิต หากเราสามารถมีความสุขกับสิ่งที่ทำได้ทุกวันก็น่าจะทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นอีกเยอะ และเมื่อมีความสุขกับสิ่งที่ทำ เราอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากไปซื้อความสุขมาบรรเทาความเครียดในวันเสาร์-อาทิตย์ก็เป็นได้
การทำงานที่มีความสุขจึงเท่ากับชีวิตส่วนใหญ่ที่มีความสุข
ส่วนจะทำอย่างไรให้ทำงานได้อย่างมีความสุข อาจต้องเริ่มจากการ "เป็น" ในสิ่งที่เรา "เป็น" จริงๆ
"เป็น" ในความหมายว่าเราทำเป็นเป็น ทำมันได้ดี และรักที่จะทำมัน ไม่ได้ทำเพียงเพื่อหวังรายได้สูงๆ
เมื่อได้ "เป็น" ในสิ่งที่เรา "เป็น" ก็ไม่ต้องฝืนทนทำในสิ่งที่เราไม่ "เป็น"
และเมื่อได้ทำในสิ่งที่เรารัก จดจ่ออยู่กับความสนุกในงานที่ มีความสุขกับทุกวันที่มาทำงาน เงินเดือนอาจจะเลื่อนลำดับความสำคัญลงไป แต่ที่แปลกก็คือ คนส่วนใหญ่ที่มีความสุขกับงานที่ทำมักจะทำงานได้ดี จึงมีเงินเดือนสูง
เหมือนนักเทนนิสที่ไม่ได้ตีเพื่อหวังถ้วยรางวัล แต่ตีทุกลูกด้วยความสนุกและโต้กลับไปให้ดีที่สุด สุดท้ายเขาก็จะได้รับชัยชนะเอง
คนที่มีความสุขกับเงินเดือนจะมีความสุขปีละสิบสองครั้ง ขณะที่คนที่มีความสุขกับงานที่ทำจะมีความสุขปีละสองร้อยกว่าวันเป็นอย่างน้อย
ถึงทุกวันนี้ผมก็ดีใจที่ไม่เผลอไผลไปเป็นวิศวกร วิศวกรเป็นอาชีพที่ดีและไม่ได้ผิดอะไร
ก็แค่มันไม่ใช่สิ่งที่ผม "เป็น"

Credit : หนังสือ อาจารย์ในร้านคุกกี้ นิ้วกลม
สุดท้าย ผมเสียเวลาพิมพ์มานาน หวังว่า ทุกคนจะได้อะไรกับเรื่องนี้บ้างนะครับ ^^
ภาพประจำตัวสมาชิก
titipong
 
โพสต์: 33
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ 18 ก.พ. 2012 5:18 pm

 

เที่ยวกับเราได้ภาพสวย www.TravelProThai.com


ย้อนกลับไปยัง พูดคุยสัพเพเหระ

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน

cron

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังออนไลน์ทั้งหมด 2 ท่าน :: ไม่มีผู้ใช้งานที่เป็นสมาชิก, ไม่มีผู้ซ่อนตัว และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน (ภายใน 5 นาทีที่ผ่านมาี)
ออนไลน์มากที่สุด 185 ท่าน เมื่อ อาทิตย์ 12 พ.ค. 2013 12:59 pm

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน