Shambhala by..TravelproThai | บริษัท ทราเวิลโปร จำกัด : บริการ แพคเกจทัวร์ จองโรงแรม จัดทัวร์ จัดกรุ๊ปเหมา ดูงาน สัมมนา จองตั๋วเครื่องบิน เที่ยวทั่วโลก |
ศุกร์ตุลาคม20 ,2017
Font Size

Shambhala by..TravelproThai

เขียนโดย Titipong Paewattanalert
Rate this item
(0 โหวต)

TIBET-2012-08-28-0010เร็วๆ นี้แล้วนะครับ.. สำหรับทริปต่อไปของชาวทราเวิลโปร กำลังจะไปเยือนดินแดนหลังคาโลกกัน และจะนำภาพสวย ๆ จากดินแดนแห่งนี้กลับมาให้ชมกัน ทางเราจะเอาภาพสวย ๆ บางส่วนมาให้ชมกันไปพลางๆก่อน

เอาข้อมูลมาให้ใว้เป็นความรู้ก่อนเดินทางสำหรับลูกค้าของเรา..

 

อาจจะยาว และน่าเบื่อไปนิดนะครับ แต่ขอให้Blogนี้เก็บใว้เป็นข้อมูลสำหรับคนที่ยังไม่รู้และต้องการเก็บใว้เป็นความรู้ ทาง TravelproThai รวบรวมข้อมูลมาใว้ที่นี่แล้วครับ

TIBET-2012-08-28-0001
TIBET-2012-08-28-0002
TIBET-2012-08-28-0003
TIBET-2012-08-28-0004
TIBET-2012-08-28-0005
TIBET-2012-08-28-0006
TIBET-2012-08-28-0007
TIBET-2012-08-28-0008

 

ข้อมูลคร่าว ๆ จากทางWIKIPEDIA

ศัมภาล (สันสกฤต: Shambhala; ทิเบต: བདེ་འབྱུང) เป็นชื่อนครแห่งหนึ่งซึ่งพุทธศาสนาแบบทิเบตและอินเดียเชื่อว่ารี้เร้นอยู่ ณ เอเชียใน นครนี้ปรากฏอยู่ในตำรับตำราโบราณหลายฉบับ รวมถึงกาลจักรตันตระ (Kalachakra Tantra) และเอกสารโบราณในวัฒนธรรมเซี่ยงสฺยง (Zhang Zhung)[1][2] แต่ไม่ว่าจะมีเค้ามูลทางประวัติศาสตร์หรือไม่อย่างไร ก็มีผู้ถือว่าศัมภาลนครเป็นเมืองแห่งสุขาวดีกันเรื่อย ๆ มา และศัมภาลนครในรูปแบบสุขาวดีนี้เองที่แพร่ไปในวัฒนธรรมตะวันตกจนเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ทั้งผู้เป็นและไม่เป็นพุทธศาสนิกชน

ศัมภาลเป็นคำภาษาสันสกฤตซึ่งยังไม่ทราบรากศัพท์แน่ชัด ความเชื่อเรื่องศัมภาลนครในพุทธศาสนานั้น แท้จริงรับเอามาจากคติพราหมณ์เรื่องพระนารายณ์อวตารลงมาเป็นบุรุษชื่อกัลกีแห่งศัมภาลนครซึ่งปรากฏอยู่ในกาพย์มหาภารตะและคัมภีร์ปุราณะ แต่ก็มีผู้เห็นว่าเป็นการสร้างอุดมคติจากวัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่แล้ว โดยเอาภูมิภาคในกลางหรือตะวันออกไกลของเอเชียมาปรุงแต่งเป็นศัมภาลนคร

ตามความเชื่อในพุทธศาสนา ศัมภาลนครเป็นดินแดนแห่งความสงบร่มเย็นและปีติศานติ์ ว่ากันว่าศากยมุนีเคยมีพระพุทธฎีกาตรัสสอนเรื่องกาลจักรให้แก่พระเจ้าสุจันทร (Suchandra) แห่งศัมภาลนคร ซึ่งต่อมาได้รับการบันทึกเป็นคัมภีร์ชื่อกาลจักรตันตระ และคัมภีร์นั้นว่าศัมภาลนครเป็นสังคมซึ่งไพร่บ้านพลเมืองทั้งปวงมีความรู้ เป็นสุขาวดีโดยแท้จริง ตั้งอยู่กลางกรุงที่ชื่อ กลปะ (Kalapa) ศัมภาลกษัตริย์นั้นมีตำแหน่งเรียกว่า "กัลกี" ทรงปกครองแผ่นดินโดยดำรงอยู่ในราชธรรมตามคัมภีร์กาลจักรตันตระ[3][4][5]

คัมภีร์กาลจักรตันตระยังพยากรณ์ว่า เมื่อโลกถดถอยเข้าสู่กลียุค สรรพสิ่งจะถึงแก่ความดับสูญ ครั้งนั้น ศัมภาลกษัตริย์พระองค์ที่ยี่สิบห้าจะเสด็จกรีธาพยุหะรี้พลมหึมาออกจากนครเพื่อกระทำสงครามต่อต้านความชั่วร้าย และจะทรงบำรุงโลกให้เป็นยุคทอง นักวิชาการหลายคน เช่น อเลกซ์ เบอร์ซิน (Alex Berzin) อาศัยคัมภีร์กาลจักรตันตระนี้คำนวณว่า เหตุการณ์ดังกล่าวตกใน ค.ศ. 2424[6]

อนึ่ง ยังเชื่อกันด้วยว่า พระเจ้ามัญชุศรีกีรติ (Manjushrikirti) มีพระประสูติกาลในปีที่ 159 ก่อนคริสตกาล และได้เป็นศัมภาลกษัตริย์พระองค์ที่แปด ในแว่นแคว้นของพระองค์นั้น พลเมืองสามแสนห้าร้อยสิบคนถือศาสนามฤจฉา (Mleccha) หรือศาสนาอันเห็นผิดเป็นชอบ และบางคนบวงสรวงสุริยเทพ ต่อมา พระองค์จึงทรงขับไล่นักพรตมฤจฉาไปเสียจากนคร แต่ภายหลังเมื่อสดับตรับฟังฎีกาพวกเขาเหล่านั้นแล้ว ก็ทรงอภัยโทษให้กลับเข้ามาได้ ทว่า เพื่อประโยชน์สุขแห่งแว่นแคว้น พระองค์จึงเสด็จเที่ยวสั่งสอนคัมภีร์กาลจักรตันตระแก่ประชาชนพลเมือง ครั้นปีที่ 59 ก่อนคริสตกาล พระองค์ทรงสละพระราชสมบัติให้พระราชกุมารปุณฑริก (Puṇdaŕika) เสวยสืบต่อมา ไม่ช้าก็เสด็จนฤพาน และทรงกลายเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง

และ 

ข้อมูลจากหนังสือ ทิเบต...คือชัมบาลาในความทรงจำ

 

 

TIBET-2012-08-28-0009
TIBET-2012-08-28-0010

 

 

บทที่ ๑ สร้างสังคมอริยะ

" คำสอนของซัมบาลาตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า มีปรีชาญาณ
อันเป็นรากฐานของมนุษย์อยู่ ซึ่งอาจช่วยคลี่คลายปัญหา
ของโลกได้ ปรีชาญาณประการนี้มิได้ เป็นสมบัติเฉพาะ
ของวัฒนธรรมใด หรือลัทธิศาสนาใด ทั้งมิได้มาจาก
ตะวันตกหรือตะวันออก ทว่ามันสืบสายวัฒนธรรมของ
นักรบอันเก่าแก่ ซึ่งดำรงอยู่ในกระแสวัฒนธรรมต่าง ๆ 
ตลอดช่วงกาลเวลาที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ "

TIBET-2012-08-28-0011



เช่นเดียวกับประเทศทางเอเชียหลายประเทศ ในธิเบตก็เช่นกัน มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับ
อาณาจักรในฝัน ซึ่งเป็นต้นตอแห่งศิลปศาสตร์และอารยธรรมของสังคมเอเชียปัจจุบัน
ตามตำนานเล่าว่า อาณาจักรแห่งนี้เป็นสถานที่แห่งสันติสุขและความรุ่งเรือง ซึ่งปกครอง
โดยผู้ปกครองทรงสติปัญญาและการุณ ทั้งอาณาประชาราษฎร์ก็ล้วนรอบรู้และเมตตาปราณี
ดังนั้นเองอาณาจักรนี้จึงเป็นสังคมในอุดมคติ สถานที่นี้ถูกขนานนามว่า ซัมบาลา


เล่ากันว่าพุทธศาสนาได้มีบทบาทอย่างสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมซัมบาลา ตามตำนาน
กล่าวว่า ศากยมุณีพุทธได้แสดงธรรมว่าด้วยตันตระขั้นสูงแก่ดาวะ สังโปปฐมกษัตริย์แห่ง
ซัมบาลา บรรดาพระธรรมเหล่านี้ได้สืบทอดกันมาเป็น " กาลจักรตันตระ " ซึ่งถือว่าเป็น
ปรีชาญาณที่ลึกซึ้งที่สุดของพุทธศาสนาแบบธิเบต หลังจากองค์กษัตริย์ได้สดับพระธรรม
เทศนาเหล่านี้แล้ว เล่ากันว่าบรรดาอาณาประชาราษฎร์แห่งซัมบาลาต่างพากันปฏิบัติสมาธิ
ภาวนาและดำเนินชีวิตตามพุทธมรรคา ด้วยการมีเมตตาจิตและเอาใจใส่ทุกข์สุขของสัตว์ทั้ง
หลาย โดยนัยนี้เอง ไม่เพียงผู้ปกครองเท่านั้น แต่บรรดาทวยราษฎร์ในอาณาจักรล้วนแล้วเป็น
อริยบุคคลผู้มีใจสูงทั้งสิ้น


ในหมู่ชาวธิเบต มีความเชื่อว่าอาณาจักรซัมบาลานี้ยังดำรงอยู่ซ่อนเร้นอยู่หุบเขาอันลี้ลับใน
เทือกเขาหิมาลัย ทั้งยังมีบันทึกอยู่ในคัมภีร์พุทธศาสนา ซึ่งบรรยายถึงสถานที่ตั้งและทิศทาง
ที่จะไปสู่ซัมบาลา ทว่าข้อมูลเหล่านั้นเลอะเลือนมาก จนกระทั่งมีผู้สงสัยว่านี่จะถือเป็นจริงหรือ
เป็นเพียงข้อมูลเปรียบเปรยเท่านั้น ทั้งยังมีคัมภีร์หลายฉบับซึ่งบรรยายอย่างละเอียดลออถึง
อาณาจักรแห่งนี้ ยกตัวอย่างเช่นตามที่อ้างอิงอยู่ใน " มหาอรรถกถาแห่งกาลจักร " ซึ่งเขียนโดย
มิฟัม คุรุ ผู้มีชื่อเสียงในสมัยศตวรรษที่สิบเก้า ดินแดนซัมบาลานี้อยู่ทางทิศเหนือของแม่น้ำสิตะ
ดินแดนแห่งนี้ ถูกแบ่งออกโดยแนวเทือกเขาทั้งแปด พระราชวังของริกเดนหรือราชันผู้ปกครอง
ซัมบาลานั้น สร้างอยู่บนยอดเขาทรงกลมซึ่งตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางดินแดน มิฟัมบอกต่อไปว่า ขุนเขา
ลูกนี้ชื่อไกรลาส พระราชวังซึ่งมีชื่อว่ากัลปะกว้างยาวหลายร้อยเส้น เบื้องหน้าพระราชวังทางทิศ
ใต้มีสวนรุกขชาติอันงดงามที่มีชื่อว่ามาลัย ตรงกึ่งกลางสวนรุกขชาตินี้มีวิหารซึ่งสร้างอุทิศถวาย
แด่กาลจักรโดย ดาวะ สังโป


ตามตำนานอื่นๆ กลับกล่าวว่า อาณาจักรซัมบาลานี้ได้สาปสูญไปจากโลกหลายร้อยปีแล้ว มาถึง
จุดหนึ่งเมื่อทั้งราชอาณาจักรได้บรรลุถึงการตรัสรู้ จึงได้สูญสลายไปดำรงอยู่ในมิติอื่น ตามตำนาน
กล่าวว่า กษัตริย์ริกเดนแห่งซัมบาลายังคงเฝ้าดูกิจกรรมทั้งมวลของมุนษย์โลกอยู่ แล้วสักวันหนึ่ง
จะลงมาช่วยมนุษย์ชาติให้รอดพ้นหายนะ ยังมีชาวธิเบตอีกไม่น้อยที่เชื่อว่าราชันนักรบผู้ยิ่งใหญ่
กษัตริย์เกซาร์ แห่งหลิง ทรงได้รับแรงบันดาลใจและได้รับการชี้นำจากกษัตริย์ริกเดน และปรีชา
ญาณแห่งซัมบาลานี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อที่ว่าอาณาจักรซัมบาลาดำรงอยู่ในมิติอื่น เพราะ
เชื่อกันว่าเกซาร์ก็ไม่เคยเดินทางไปซัมบาลา ดังนั้นสายสัมพันธ์แห่งซัมบาลาจึงเป็นเรื่องของ
การเชื่อมโยงทางภาวะธรรม ราชันเกซาร์มีชีวิตอยู่ประมาณศตวรรษที่สิบเอ็ด และได้ปกครอง
แว่นแค้วนหลิง ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดคัมธิเบตตะวันออก จากรัชสมัยนี้เอง จึงอุบัติเรื่องราวมากมาย
เกี่ยวกับปรีชาสามารถทั้งในแง่ของการศึกษาและการปกครอง เล่าขานกันไปทั้งธิเบต กลายเป็น
มหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของวรรณกรรมธิเบต บางตำนานก็กล่าวว่าเกซาร์จะปรากฎขึ้นมาอีกครั้ง
จากซัมบาลา นำทัพมาปราบมารและพลังมืดดำของโลก

โอสถ:


เมื่อไม่นานมานี้ มีนักวิชาการตะวันตกบางคนได้สันนิษฐานว่า อาณาจักรซัมบาลาอาจจะเป็น
อาณาจักรโบราณแห่งใดแห่งหนึ่งซึ่งมีบันทึกอยู่เอกสารทางประวัติศาสตร์ ดังเช่น อาณาจักร
ชางชุงในเอเชียกลาง อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการหลายคนที่เชื่อว่าเรื่องราวเกี่ยวกับซัมบาลา
เป็นเพียงเรื่องเล่าขานที่ไม่เป็นจริง แต่ในขณะที่อาจสรุปกันง่าย ๆ ว่าอาณาจักรนี้เป็นเรื่อง
โกหกทั้งเพนั้น เราก็อาจเห็นได้ชัดถึงร่องรอยของความปรารถนาของมนุษย์ อันฝังรากแน่น
อยู่ในสิ่งสูงและชีวิตอันดีงาม ซึ่งแสดงออกผ่านตำนานนี้ ที่จริงแล้วในบรรดาคุรุธิเบตหลาย
ท่านมีประเพณีซึ่งถือว่าอาณาจักรซัมบาลามิใช่สถานที่ซึ่งดำรงอยู่ภายนอกหากเป็นรากฐาน
ของสภาวะการหยั่งรู้และการประจักษ์แจ้ง อันเป็นศักยภาพที่ดำรงอยู่ภายในตัวมนุษย์ทุกคน
จากทัศนะนี้เอง จึงไม่สำคัญว่าอาณาจักรณ์ซัมบาลาเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ หากควรที่เราจะเห็น
คุณค่า และดำเนินตามอุดมคติของสังคมอริยะซึ่งแสดงนัยอยู่


ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่าน ข้าพเจ้าได้นำเสนอข้อเขียนที่ว่า " คำสอนของซัมบาลา " ซึ่งใช้ภาพของอา
ณาจักรซัมบาลาเพื่อแสดงถึงอุดมคติของการตรัสรู้ซึ่งปราศจากลัทธินิกาย นั่นก็คือ เสนอให้
เห็นถึงความเป็นไปได้ ของการยกระดับจิตวิญญาณของตนและของผู้อื่น โดยไม่ต้องอาศัยแนว
ทางหรือญาณทัศนะของศาสนาใด เพราะแม้ว่าสายความคิดของซัมบาลาจะยืนพื้นอยู่บนหลัก
คิดและความนุ่มนวลของวัฒนธรรมแบบพุทธ แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีรากฐานที่เป็นอิสระ
ของตนเอง ซึ่งมุ่งตรงสู่การขัดเกลาให้เป็นมุนษย์ที่แท้ สังคมมนุษย์ปัจจุบันต้องเผชิญหน้ากับ
ปัญหาอันหนักหน่วงนานับประการ จึงดูยิ่งจำเป็นจะต้องแสวงหาแนวทางอันเรียบง่ายและไร้
ลัทธิ เพื่อนำมาปฏิบัติและแบ่งปันประสบการณ์นั้นร่วมกับผู้อื่น ดังนั้นเองคำสอนซัมบาลาหรือ
" ญาณทัศนะซัมบาลา " ซึ่งเรียกกันอย่างกว้าง ๆ ตามนัยนี้ จึงเป็นเสมือนความพยายามอันหนึ่ง
ที่จะผลักดันเกื้อหนุนให้ไปสู่ภาวะการดำรงอยู่อันสมบูรณ์สำหรับตัวเราและผู้อื่นด้วย


สภาวะการของโลกปัจจุบันคือต้นตอแห่งความกังวลห่วงใยของเราทุกคน เป็นต้นว่า ความน่า
หวาดเสียวของสงครามปรมาณู ความยากจนที่แผ่ลุกลามออกไป ความไม่มั่นคงทางภาวะเศรษ
ฐกิจ ความปั่นป่วนวุ่นวายของสภาพสังคมและการเมือง และความวิกลวิการทางจิตใจแบบต่าง ๆ
โลกนี้ล้วนตกอยู่ในความปั่นป่วนยุ่งเหยิง คำสอนของซัมบาลาตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า มีปรีชาญาณ
อันเป็นรากฐานของมนุษย์อยู่ ซึ่งอาจช่วยคลี่คลายปัญหาทั้งหลายของโลกได้ ปรีชาญาณประการ
นี้มิได้เป็นสมบัติเฉพาะของวัฒนธรรมใดหรือลัทธิศาสนาใด ทั้งมิได้มาจากตะวันตกหรือตะวัน
ออก ทว่ามันสืบสายวัฒนธรรมของนักรบอันเก่าแก่ ซึ่งดำรงอยู่ในกระแสวัฒนธรรมต่าง ๆ 
ตลอดช่วงกาลเวลาที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์


ความเป็นนักรบในที่นี้มิได้หมายถึงการไปรบรากับผู้อื่น ความก้าวร้าวนั้นเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหา
ทั้งหลายแหล่ มิใช่การแก้ไข คำว่านักรบนี้มาจากภาษาธิเบตว่า ปาโว ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้กล้า"
ความเป็นนักรบตามนัยนี้จึงนับเป็นวัฒนธรรมแห่งความกล้าหาญของมุนษย์ หรือเป็นวัฒนธรรม
แห่งความไม่หวาดกลัว ชาวอเมริกันอินเดียนฝ่ายเหนือก็มีวัฒนธรรมดังกล่าว ทั้งในสังคมอเมริ
กันอินเดียนฝ่ายใต้ก็มีอยู่เช่นกัน ซามูไรในอุดมคติของญี่ปุ่นก็แสดงออกถึงปรีชาญาณของนักรบ
ด้วยเช่นกัน ทั้งในสังคมคริสเตียนของชาวตะวันตกก็มีแนวคิดเรื่องนักรบผู้เห็นธรรมอยู่ด้วย 
กษัตริย์อาเธอร์นั้นเป็นตำนานซึ่งเป็นแบบฉบับของนักรบที่แท้จริงนวัฒนธรรมตะวันตก และเป็น
ผู้ปกครองผู้ยิ่งใหญ่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล ดังเช่นกษัตริย์เดวิด ก็เป็นแบบฉบับของนักรบซึ่งรู้จักกันดีใน
วัฒนธรรมของยิวและคริสเตียน บนโลกของเรานี้มีตัวอย่างของความเป็นนักรบอันเลอเลิศอยู่
มากมาย


กุญแจที่ไขสู่ความเป็นนักรบและหลักการเบื้องต้นของญาณทัศนะซัมบาลาก็คือการไม่กลัวความ
จริงในตนเอง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ถึงที่สุดแล้ว คำจำกัดความของความกล้าก็คือ "ไม่กลัวตัวเอง"
ญาณทัศนะซัมบาลาสอนดังนั้น เบื้องหน้าปัญหาอันยิ่งใหญ่ของโลกที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ เราก็
อาจหาญกล้าและเมตตาได้ในขณะเดียวกัน ญาณทัศนะซัมบาลาคือสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความเห็น
แก่ตัว เมื่อเราเริ่มกลัวตัวเองและกลัวภัยคุกคามจากโลกปัจจุบัน เมื่อนั้นเราก็กลับเห็นแก่ตัวอย่าง
ร้ายกาจเราปรารถนาจะสร้างรังเล็ก ๆ ของตนขึ้น สร้างเปลือกขึ้นห่อหุ้มตัวเองเพื่อว่าเราจะได้
อยู่เพียงลำพังอย่างปลอดภัยในนั้น


ทว่าแท้จริงเราอาจกล้าได้มากกว่านั้น เราต้องพยายามคิดให้กว้างไกลออกไปกว่าบ้านของเรา
คิดให้ไกลออกไปกว่าไฟที่ลุกอยู่ในเตา ไกลกว่าการส่งลูกหลานไปเข้าโรงเรียนหริอการตื่นขึ้น
มาทำงานในตอนเช้า เราจะต้องพยายามขบคิดว่าเราจะสามารถช่วยโลกนี้ได้อย่างไรเพราะถ้า
เราไม่ช่วยแล้วก็จะไม่มีใครอื่นช่วยเลย เป็นภารกิจของเราที่จะต้องช่วย ในขณะเดียวกัน การ
ช่วยผู้อื่นก็มิได้หมายถึงการสละชีวิตส่วนตัวไป คุณไม่จำเป็นต้องลนลานรีบไปเป็นนายกเทศ
มนตรีหรือประธานาธิบดีเพื่อที่จะได้ช่วยผู้อื่น แต่คุณสามารถเริ่มต้นจากญาติมิตรและผู้คน
รอบ ๆ ตัว ที่จริงแล้วคุณอาจเริ่มต้นจากญาติมิตรและผู้คนรอบ ๆ ตัว ที่จริงแล้วคุณอาจเริ่มต้น
ด้วยตัวเองด้วยซ้ำ ข้อสำคัญก็คือต้องตระหนักอยุ่เสมอว่าคุณต้องไม่ทอดทิ้งภารกิจของตนเอง
คุณไม่อาจทำเป็นเพิกเฉยอยู่ได้ เพราะเหตุว่าโลกนี้ต้องการความช่วยเหลืออย่างยิ่ง 


ในขณะที่ทุก ๆ คนต่างมีภาระรับผิดชอบที่จะต้องช่วยเหลือโลกแต่การณ์กลับจะเป็นว่าเราไป
ก่อกวนให้ยุ่งเหยิงมากยิ่งขึ้น หากเราพยายามจะไปยัดเยียดความคิดของเราหรือยัดเยียดความ
ช่วยเหลือแก่ผู้อื่น มีคนไม่น้อยที่รู้ทฤษฎีว่าโลกต้องการสิ่งใดบ้าง คนบางคนคิดว่าโลกต้องการ
คอมมิวนิสต์ บางคนคิดว่าโลกต้องการประชาธิปไตย บ้างก็คิดว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้โลกรอด
บ้างก็คิดว่าเทคโนโลยีจะทำลายล้างโลก คำสอนซัมบาลานั้นมิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่จะปรับเปลี่ยน
โลกให้เข้าไปอยู่ในทฤษฎีใด ๆ รากแก้วของญาณทัศนะซัมบาลามีว่า ในการที่จะสถาปนาสังคม
อริยะสำหรับมนุษย์ เราจำเป็นที่จะต้องค้นให้พบว่าเรามีของจริงสิ่งแท้อะไรอยู่ในตัวบ้าง ซึ่งอาจ
สามารถมอบให้แก่โลก นั่นก็คือเหตุแรกสุด เราจะต้องพยายามพิจารณาดูประสบการณ์ของเรา
ทั้งหมด เพื่อที่จะหยั่งเห็นให้ได้ว่าเรามีสิ่งมีค่าอะไรอยู่ในตัว ซึ่งจะสามารถช่วยยกระดับสภาวะ
ความเป็นอยู่ทั้งของตนเองและผู้อื่น 


ถ้าเราตั้งใจมองอย่างปราศจากอคติ เราจะพบว่านอกเหนือจากปัญหาและความสับสนทั้งมวลที่
เรามีอยู่ นอกเหนือจากภาวะจิตและอารมณ์ที่ ขึ้นๆ ลงๆ แล้ว ยังมีบางสิ่งบางอย่างอันเป็นความ
ดีงามรากฐานของการเกิดมาเป็นมนุษย์ นอกเสียจากเราจะสามารถค้นพบถึงรากฐานแห่งความ
ดีงามในชีวิตของเราอันนั้น หาไม่เราก็มิอาจหวังที่จะช่วยเกื้อหนุนชีวิตของผู้อื่นไปในทางสุงได้
เลย ถ้าหากเราเป็นเพียงสัตว์โลกผู้โชคร้ายและน่าสงสาร เรายังจะสามารถฝันถึงสังคมอริยะได้
อยู่อีกหรือ


การค้นพบถึงความดีงามที่แท้จริง ย่อมเกิดจากการแลเห็นถึงคุณค่าความหมายของประสบการณ์
แม้ที่ธรรมดาสามัญที่สุด เรามิได้กำลังพูดถึงความรู้สึกดี ๆ ซึ่งเกิดจากการที่เราหาเงินได้เป็นล้าน
หรือจากการเรียนจบมหาวิทยาลัย หรือการซื้อบ้านใหม่ได้ แต่เรากำลังพูดถึงความดีงามรากฐาน
ของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งมิได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จหรือการบรรลุถึงสิ่งที่มุ่งหวัง เราได้สัมผัสถึงความ
ดีงามชั่วแวบหนึ่งอยู่เสมอ แต่เราพลาดที่จะประจักษ์แจ้งอย่างถ่องแท้ เมื่อเราแลเห็นสีสันอันสด
ใสนั้น เราก็กำลังเป็นประจักษ์พยานถึงแก่นสารอันดีงามซึ่งมีอยู่ในตัวเรา เมื่อเราได้ยินเสียงอัน
ไพเราะ ก็เท่ากับเรากำลังสดับฟังแก่นแท้อันดีงามของเราเอง เมื่อเราก้าวออกไปสู่สายฝนเราย่อม
รู้สึกสะอาดสดชื่น และเมื่อเราเดินออกจากห้องที่อึดอัดปิดล้อม เราย่อมดื่มด่ำในอากาศสดชื่น 
ที่พรั่งพรูเข้ามา เหตุการณ์เหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นเพียงเศษเสี้ยววินาที แต่มันล้วนเป็นประสบการณ์
ที่แท้จริงของความดีงาม มันอุบัติขึ้นกับเราอยู่ตลอดเวลา แต่โดยปกติแล้วเรากลับไม่ใส่ใจ ถือว่า
เป็นเพียงสิ่งดาษ ๆ เป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น ทว่าตามหลักการซัมบาลาแล้ว กลับถือว่าจำ
เป็นยิ่งที่จะต้อง ตระหนักถึงและหยิบฉวยชั่วขณะเหล่านั้นไว้ ด้วยว่ามันแสดงออกถึงรากฐานแห่ง
อหิงสาและความสดใหม่ในชีวิตของเรา ซึ่งก็คือรากฐานแห่งความดีงามนั่นเอง


มนุษย์ทุกคนมีรากฐานแห่งธรรมชาติอันดีงามนี้อยู่ มันเป็นสิ่งที่เข้มข้นและชัดเจน ความดีงาม
นั้นบรรจุไว้ด้วยความอ่อนโยนและความละเอียดอ่อนอย่างล้นเหลือ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์
เราอาจร่วมเพศทั้งเราอาจสัมผัสใครบางคนอย่างอ่อนโยน เราอาจจุมพิตใครบางคนด้วยความ
รู้สึกเข้าอกเข้าใจอันละเอียดอ่อน เราอาจดื่มด่ำซาบซึ้งในความงาม อาจเห็นคุณค่าของสิ่งดีที่
สุดในโลกนี้ เราอาจชื่นชมในความสดใสกระจ่างของสีสันต่าง ๆ ในความเหลืองใสของสีเหลือง
ในความแดงจ้าของสีแดง ในความเขียวสดของสีเขียวและในความม่วงเข้มของสีม่วง ประสบ
การณ์ของเราล้วนจริงจังยิ่ง ในเมื่อสีเหลืองเป็นสีเหลือง เราจะสามารถบอกได้หรือว่ามันเป็น
สีแดง เพียงเพราะว่าไม่ชอบความเหลืองของมัน ถ้าทำดังนั้นก็เท่ากับบิดเบือนความจริง เมื่อ
เรามีแดดสว่างสดใสเราจะปฏิเสธมันโดยการกล่าวว่าแดดนั้นเป็นสิ่งเลวได้ละหรือ คิดหรือว่า
เราจะสามารถพูดดังนี้ได้ เมื่อใดก็ตามที่มีแดดส่องสว่างหรือมีหิมะตก เราทำได้ก็แต่เพียงตระ
หนักซึ้งถึงคุณค่าของมัน เมื่อเราตระหนักยอมรับได้ถึงความจริง สิ่งนั้นย่อมส่งผลถึงตัวเราด้วย
เราอาจต้องลุกขึ้นมาในยามเช้าหลังจากได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ถ้าหากเรามองออกไปนอก
หน้าต่างและได้เห็นดวงอาทิตย์ฉายแสง สิ่งที่เห็นอาจช่วยให้เรากระปรี้กระเปร่าขึ้น เราอาจเยียว
ยาตนเองให้หายจากความรู้สึกกดดันต่าง ๆ ถ้าเราตระหนักว่าโลกของเรานี้ดีงาม


การที่ว่าโลกนี้ดีงาม มิใช่เป็นเพียงความคิดอย่างผิวเผิน ทว่ามันดีเพราะเหตุที่เราสามารถสัมผัส
ถึงความดีงามของมัน เราอาจสัมผัสได้ว่าโลกของเรานี้สมบูรณ์และเที่ยงตรง ตรงไปตรงมาและ
จริงยิ่ง ด้วยเหตุว่าธรรมชาติพื้นฐานของเราดำเนินร่วมไปกับความดีงามของสถานการณ์ ศักย
ภาพของมนุษย์ ในเชิงภูมิปัญญาและความสง่างาม ย่อมมุ่งสู่การสัมผัสถึงความแจ่มกระจ่างของ
ฟากฟ้าสีครามสดใส สู่ความสดฉ่ำของท้องทุ่งเขียวขจี และความงามของแมกไม้และป่าเขา เรา
มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงอยู่กับความดีซึ่งอาจปลุกเราให้ตื่นขึ้นและทำให้เรารู้สึกดี ๆ อย่างแท้จริง
ญาณทัศนะซัมบาลาจึงมุ่งผสานเข้ากับศักยภาพของเราเพื่อปลุกให้เราตื่นขึ้น และตระหนักถึงสิ่ง
ดี ๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับเรา ซึ่งที่จริงมันได้เกิดขึ้นแล้วด้วยซ้ำ 


กระนั้นก็ตาม ยังมีสิ่งที่น่ากังขาอยู่อีก คุณอาจจะสร้างสายใยเชื่อมโยงอย่างวิเศษกับโลกของคุณ
ได้ คุณอาจเห็นแสงแดดส่องสว่าง เห็นสีสันอันสดใส ได้ยินดนตรีอันไพเราะ ได้กินอาหารรสดีหรือ
อะไรก็ตามแต่ ทว่าการเห็นชั่วแวบถึงความดีงามเหล่านั้น จะสัมพันธ์กับประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง
อยู่อย่างไรเล่า โดยนัยหนึ่ง คุณอาจรู้สึกว่า " ฉันต้องการจะได้ความดีงามซึ่งมีอยู่ในตัวฉันและ
โลกแห่งปรากฎการณ์นั้นมา " ดังนั้นคุณจึงวิ่งพล่านเที่ยวเสาะหาหนทางที่จะครอบครองมันไว้
หรือหยาบยิ่งไปกว่านั้น คุณอาจพูดว่า " ถ้าอยากได้ จะขายเท่าไร ประสบการณ์นั้นงดงามมาก
ฉันอยากจะได้มันไว้ " ปัญหาของวิธีการชนิดนี้ก็คือ คุณจะไม่มีวันพึงพอใจแม้ว่าคุณจะได้สิ่งที่
ต้องการมา เพราะว่าคุณก็ยังคงมีความอยากอย่างรุนแรงอยู่นั่นเอง ถ้าคุณลองเดินไปตามถนน
สายที่ห้า คุณจะเห็นเรื่องน่าเศร้าใจทำนองนี้ คุณอาจจะกล่าวว่าผู้คนที่เดินซื้อของอยู่ตามถนน
สายที่ห้า ล้วนเป็นผู้มีรสนิยม ดังนั้น เขาจึงมีโอกาสที่จะตระหนักได้ถึงศักดิ์ศรีของความเป็น
มนุษย์ แต่อีกนัยหนึ่ง ก็ประหนึ่งว่าคนเหล่านั้นห่อมคลุมอยู่ด้วยหนาม เขาต้องการจะหยิบฉวย
มาครอบครองไว้ได้ให้ได้ มากขึ้นๆ


และแล้ว ก็ยังมีวิธีการอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการยอมหมอบราบคาบแก้ว หรือน้อมตนลงเพื่อเข้าถึง
ความดีงามชนิดนั้น มีใครบางคนบอกว่าเขาอาจทำให้คุณมีความสุขได้ ถ้าคุณเพียงแต่มอบชีวิต
ให้เขาจัดการ ถ้าหากคุณเชื่อเขาก็จะมอบความดีงามที่คุณต้องการให้ คุณอาจจจะเต็มใจยอมโกน
หัว หรือนุ่งห่มจีวร หรือกระทั่งยอมคลานบนพื้น หรือกินอาหารด้วยมือด้วยหวังจะเข้าถึงความดี
งาม คุณพร้อมที่จะแลกด้วยศักดิ์ศรีของตนเองและยอมตนเป็นทาส


สภาพทั้งสองอย่างล้วนเป็นความพยายามเพื่อจะเข้าถึงบางสิ่งบางอย่างที่ดีงามและจริงแท้ ถ้า
คุณร่ำรวย คุณคงพร้อมที่จะเสียเงินมากมายเพื่อให้ได้มา หรือถ้าคุณจน คุณคงพร้อมที่จะอุทิศ
ชีวิตเพื่อมันแต่ทว่าวิธีการทั้งสองนั้นล้วนผิดพลาด


สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ เมื่อเราเริ่มประจักษ์แจ้งถึงศักยภาพแห่งความดีงามในตนเอง เรามักจะถือ
เอาอาการค้นพบนี้เป็นจริงเป็นจังเกินไป เราอาจจะฆ่ากันเพื่อความดีงาม แม้กระทั่งยอมตาย
เพื่อความดีงาม เราปรารถมันอย่างสุดจิตสุดใจ แต่สิ่งที่เราขาดก็คืออารมณ์ขัน อารมณ์ขันในที่
นี้มิได้หมายถึงการเล่าเรื่องขำขัน หรือเป็นคนตลก หรือเที่ยววิพากษ์วิจารณ์คนอื่นและหัวเราะ
เยาะ อารมณ์ขันที่แท้จริงนั้นคือการสัมผัสอย่างแผ่วเบา มิใช่การปฏิเสธความจริงโดยสิ้นเชิง
หากแต่หมายถึงการชื่นชมในความจริงด้วยอาการอันนุ่มนวลแผ่วเบา รากฐานของญาณทัศนะ
ซัมบาลาก็คือ การค้นพบถึงอารมณ์ขันอันสมบูรณ์และจริงแท้ ค้นให้พบถึงสัมผัสแผ่วเบาของ
ความชื่นชมนั้น


ถ้าคุณลองมองดูตัวเอง ลองมองดูจิตใจมองดูกิจกรรมของตนเองคุณอาจจะได้อารมณ์ขันซึ่งสูญ
หายไปในอดีตกลับคืนมา จุดเริ่มต้นก็คือ คุณจะต้องเฝ้าดูความจริงอันธรรมดาสามัญในชีวิต
ประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นมีด เป็นส้อม จาน โทรศัพท์ เครื่องล้างจานหรือผ้าเช็ดตัว เฝ้าดูเจ้าสิ่งสามัญ
เหล่านี้แหละ มันไม่มีอะไรที่ดูลึกลับซับซ้อนหรือแปลกประหลาดหรอก แต่ถ้าหากไม่มีจุดเชื่อม
โยงระหว่างตัวคุณกับเหตุการณ์ธรรมดาสามัญในชีวิตเหล่านั้น ถ้าคุณมิได้เฝ้าดูวิถีชีวิตอันต่ำต้อย
สามัญนี้แล้ว คุณจะไม่มีวันได้ค้นพบอารมณ์ขัน หรือศักดิ์ศรี หรือแม้แต่ความจริงใจใด ๆ เลย


ไม่ว่าจะเป็นการหวีผม การแต่งตัว การล้างจาน กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งแห่งสติสัมปชัญญะ
มันล้วนเป็นหนทางที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับความจริง แน่นอน ส้อมคือส้อม คือเครื่องมือพื้น ๆ
สำหรับใช้ในการกิน แต่ในขณะเดียวกัน ในขยายปริมณฑลของสติสัมปชัญญะให้กว้างไกลออกไป
อาจจะขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ส้อมอย่างไรด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือญาณทัศนะซัมบาลานั้นก็คือความพยา
ยามที่จะกระตุ้นให้คุณประจักษ์ว่าคุณมีชีวิตอยู่อย่างไร มีความสัมพันธ์กับชีวิตสามัญอย่างไร


ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ เราจึงมีสภาวะที่ตื่นอยู่เป็นพื้นฐาน ทั้งยังมีความสามารถที่จะเข้าใจความ
จริงได้ด้วย เรามิใช่ทาสของชีวิต หากเป็นอิสระ การเป็นอิสระในที่นี้มีความหมายง่าย ๆ ว่ามีร่าง
กายและจิตใจ ดังนั้นเราจึงสามารถยกระดับตนเองขึ้นมา เพื่อที่จะสามารถกระทำร่วมกับความจริง
อย่างสง่างามและเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ถ้าเราเริ่มใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม เราจะพบว่าจักรวาลทั้ง
หมด รวมถึงฤดูกาลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหิมะน้ำตก น้ำแข็งหรือโคลนตม ต่างก็เต็มไปด้วยพลังอัน
ยิ่งใหญ่ ซึ่งกระทำการร่วมไปกับเรา ชีวิตคือปรากฎการณ์ที่น่าขบขัน แต่มันก็มิได้เยาะเย้ยเรา เรา
จะพบว่าในที่สุดเราจะสามารถจัดการกับโลกของเราได้ จัดการกับจักรวาลของเราอย่างเหมาะสม
และเต็มเปี่ยมด้วยอาการอันแยบยล


การค้นพบถึงความดีงามรากฐานนี้มิใช่ประสบการณ์ทางศาสนาโดยเฉพาะเจาะจง หากแต่เป็น
การประจักษ์ว่าเราสามารถสัมผัสและกระทำการร่วมกับความจริงได้โดยตรง คือโลกซึ่งเป็นจริง
ซึ่งเรามีชีวิตอยู่นั้นเอง การสัมผัสถึงความดีงามรากฐานในชีวิตของเรา ย่อมทำให้เรารู้สึกว่าเรา
เป็นผู้มีสติปัญญาใช้การได้ ทั้งโลกนั้ก้มิใช่ศัตรูของเรา เมื่อเรารู้สึกว่า ชีวิตของเรานั้นดีงามและ
ถูกทำนองคลองธรรม เราก็ไม่จำเป็นจะต้องหลอกตัวเองหรือลวงคนอื่นอีกต่อไป เราอาจแลดู
ชีวิตอันแสนสั้นนี้โดยไม่รู้สึกผิดหรือไร้ค่า และขณะเดียวกันก็อาจแลเห็นถึงศักยภาพที่จะแผ่ขยาย
ความดีงามออกไปยังผู้อื่น เราอาจพูดถึงความจริงใจได้อย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผยหมดจดยิ่ง
ในขณะเดียวกันก็มั่นคงยิ่ง


แก่นแท้ของความเป็นนักรบหรือแก่นแท้ของความกล้าหาญของมนุษย์นั้น ย่อมไม่ยอมสยบพ่าย
แพ้ต่อสิ่งใดทั้งสิ้น เราไม่มีวันพูดว่าเรากำลังจะแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ เราไม่อาจพูดว่าคนอื่นก็
จะต้องเป็นเช่นนั้น และโลกด้วยเช่นกัน ชั่วชีวิตของเราอาจจะมีปัญหาอันหนักหน่วงมากมายในโลก
แต่ขอให้เรามั่นใจว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่มีความหายนะใด ๆ อุบัติขึ้น เราอาจป้องกันได้ ทุกสิ่งสิ่งทุกอย่าง
ขึ้นอยู่กับเรา อย่างน้อยที่สุดเราก็อาจช่วยโลกให้รอดจากหายนะ ญาณทัศนะซัมบาลามีอยู่เพื่อสิ่งนี้
มันอุดมคติเก่าแก่ที่มีมานานนับศตวรรษ นั่นคือ โดยการรับใช้โลกนี้ เราก็อาจช่วยมันให้รอด แต่
การช่วยให้รอดก็ยังไม่เพียงพอ เรายังจะต้องกระทำการเพื่อสร้างสังคมมนุษย์ที่เป้นอริยะขึ้นมาด้วย


ในหนังสือเล่มนี้ เรากำลังพูดถึงรากฐานแห่งสังคมอริยะและหนทางที่นำไปสู่ แทนที่จะมามัวพูดถึง
สังคมอุดมคติว่าควรเป็นเช่นไร ถ้าเราปรารถนาจะช่วยโลกให้รอด เราจะต้องก้าวเดินไปด้วยตัวเอง
แทนที่จะมาขบคิดถึงแต่ทฤษฎีหรือคาดเดาถึงจุดหมายปลายทาง ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับเราแต่ละคน
ว่าจะสามารถค้นหาความหมายของสังคมอริยะได้อย่างไร และจะบรรลุถึงได้อย่างไร ข้าพเจ้าเพียง
มุ่งหวังว่าการนำเสนอซึ่งเป้นวิถีแห่งนักรบซัมบาลานี้ อาจมีส่วนช่วยเกื้อหนุนให้เกิดการค้นพบได้
อีกโสดหนึ่ง

TIBET-2012-08-28-0012




บทที่ ๒ ค้นหารากฐานแห่งความดีงาม

" อาศัยเพียงการหยุดตั้งมั่นลงตรงนั้น ชีวิตของคุณก็
อาจกลายเป็นหนทาง และแม้กระทั่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ 
ทีเดียว คุณย่อมตระหนักได้ว่าคุณสามารถนั่งอยู่บน
บัลลังก์ดุจราชันหรือราชินี ความสูงส่งของสภาวะนี้
ขานไขให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ซึ่งก่อเกิดการหยุด
นิ่งและเรียบง่าย "

ความปั่นป่วนสับสนมากมายในโลกอุบัติขึ้น เพราะเหตุที่ผู้คนมิได้แลเห็นคุณค่าของตนเอง
เพราะการที่ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจและอ่อนโยนต่อตัวเอง เขาจึงไม่อาจเข้าถึงความกลมกลืน
หรือสันติสุขภายในได้ ดังนั้นเองสิ่งที่เขากระทำต่อผู้อื่นจึงขาดความกลมกลืนและสับสนด้วย
เช่นกัน แทนที่จะแลเห็นคุณค่าความหมายของชีวิต เรามักจะไม่ใส่ใจต่อภาวะการดำรงอยู่
ของเรา หรือไม่ก็รู้สึกว่ามันกดดันหน่วงหนัก ผู้คนถูกบีบคั้นให้ฆ่าตัวตาย เพราะเขาไม่ได้รับ
สิ่งที่เขาคิดว่าควรจะได้จากชีวิต เขาข่มขู่ผู้อื่นด้วยการฆ่าตัวตาย ขู่ว่าเขาจะฆ่าตัวตายถ้าสิ่ง
นั้นสิ่งนี้ไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงแก้ไข แน่นอนว่าเราควรจริงจังกับชีวิต แต่นั่นก็ไม่ได้หมาย
ความว่าเราจะต้องผลักดันตัวเองไปจนถึงขอบเขตแห่งหายนะ โดยการบ่นพร่ำถึงปัญหาของ
ตัวเอง หรือตำหนิติเตียนโลก เราจะต้องรับผิดชอบตัวเองเพื่อที่จะสามารถยกชีวิตของตนให้
สูงขึ้น


เมื่อใดที่คุณเลิกประณามหรือลงโทษตัวเอง เมื่อคุณผ่อนคลายมากขึ้นและให้ความสำคัญแก่
ร่างกายและจิตใจ เมื่อนั้นคุณก็เริ่มรู้สึกได้ถึงรากฐานแห่งความดีงามในตัวเอง ด้วยเหตุนี้เอง
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องมีความตั้งใจที่จะเปิดเผยตัวเองให้ตนเองได้รับรู้ การสร้างเสริม
ความรู้สึกอ่อนโยนต่อตนเองจะช่วยเอื้อให้คุณแลเห็นทั้งปัญหาและศักยภาพของตนได้อย่าง
ชัดแจ้ง คุณไม่จำเป็นต้องเพิกเฉยต่อปัญหาหรือโอ้อวดศักยภาพของตน ความรู้สึกอ่อนโยนต่อ
ตนเองและการเห็นคุณค่าของตนเองนั้นป็นสิ่งจำเป็นมาก มันคือพื้นฐานที่จะก่อให้เกิดการช่วย
เหลือตัวเองและผู้อื่น


ในฐานะมนุษย์ เรามีวิถีทางอยู่ภายในตัวเองแล้ว ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถยกระดับภาวะภายใน
และนำความผ่องแผ้วเบิกบานมาสู่ตัวเราวิถีทางสายนั้นรอคอยให้เราก้าวเดินไปอยู่ตลอดเวลา
เรามีจิตใจและมีร่างกาย ทั้งสองสิ่งนี้เป็นสมบัติล้ำค่าของเรา เพราะเหตุที่เรามีจิตใจและร่างเรา
จึงสามารถเรียนรู้และเข้าใจโลกนี้ได้ ภาวะการดำรงอยู่นั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์และทรงคุณค่า เรา
ไม่มีทางรู้หรอกว่าเราจะอยู่ได้นานแค่ใหน ดังนั้นขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ เหตุใดจึงไม่ใช้มันอย่าง
เต็มเปี่ยม และก่อนที่จะใช้มัน เหตุใดจึงไม่ตระหนักถึงคุณค่าของมันอย่างเต็มที่


เราจะค้นพบการตระหนักถึงคุณค่านี้ได้อย่างไร การคิดใฝ่ฝันหรือเพียงแค่การพูดถึงก็คงช่วยอะ
ไรไม่ได้มาก ในวัฒนธรรมซัมบาลา วิธีในการสร้างเสริมความอ่อนโยนต่อตัวเอง และการตระ
หนักถึงความหมายของโลกนี้ ก็คือการนั่งสมาธิ การปฏิบัติสมาธินี้ พระพุทธเจ้าเป็นผู้สอนสั่งเมื่อ
กว่า ๒,๕oo ปีล่วงมาแล้ว และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมซัมบาลาสืบมาตั้งแต่บัดนั้น 
มันยืนพื้นอยู่บนวัฒนธรรมของการบอกเล่า ตั้งแต่ครั้งพระพุทธองค์ การปฏิบัติแนวนี้ได้ถูกถ่าย
ทอดจากคนคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งโดยนัยนี้ มังจึงยังคงเป็นวัฒนธรรมที่มีชีวิต ดังนั้น แม้ว่ามัน
จะเป็นแบบแผนการปฏิบัติอันเก่าแก่ แต่มันก็ยังคงใหม่สดอยู่เสมอ ในบทต่อไปนี้ เรากำลังจะถก
กันด้วยเรื่องวิธีการปฏิบัติสมาธิและรายละเอียดต่าง ๆ แต่จำเป็นที่จะต้องตระหนักไว้ด้วยว่า 
ถ้าคุณต้องการจะเข้าใจถึงการปฏิบัตินี้อย่างแจ่มชัด คุณจำต้องได้รับคำแนะนำอบรมเป็นส่วนตัว



สมาธิภาวนาในที่นี้เราหมายถึงสิ่งธรรมดาสามัญอันเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุด และมิใช่สมบัติเฉพาะ
ของวัฒนธรรมใด เรากำลังพูดกันถึงกิจกรรมพื้น ๆ ที่สุด เช่นการนั่งลงบนพื้น ขยับกายให้มั่นคง
และสร้างความรู้สึกว่าตัวเราอยู่ตรงนี้ อยู่บนพื้นโลกขึ้นมา นี่คือวิธีการในการค้นหาตัวเองและ
ความดีงามพื้นฐาน เป็นวิธีการสำหรับปรับตนเข้าสู่การรับรู้ถึงสัจจะอันแท้จริง โดยปราศจาก
ความคาดหวังหรือความนึกคิดคาดเดาใด ๆ


คำว่าสมาธิภาวนาบางครั้งก็ใช้หมายถึงการเพ่งพินิจพิจารณาดูบางสิ่งบางอย่าง ภาวนาในเรื่อง
นั้นเรื่องนี้ โดยการภาวนาตริตรึกในปัญหาหรือข้อยุ่งยากประการ เราก็อาจพบทางออกได้ บาง
ครั้งสมาธิภาวนายังถูกใช้เพื่อนำไปสู่ภาวะทางจิตบางอย่างโดยการเข้าฌานสมาบัติ แต่ในที่นี้เรา
จะพูดถึงสมาธิภาวนาโดยความหมายซึ่งแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง คือสมาธิที่ปราศจากเหตุและ
ปัจจัย ปราศจากจุดหมายหรือความคิดใด ๆ ในจิต ในวัฒนธรรมซัมบาลาสมาธิภาวนาเป็นเพียง
การฝึกฝนสภาวะแห่งการดำรงอยู่เพื่อให้กายและจิตบรรสานกัน โดยการปฏิบัติสมาธิภาวนา เรา
อาจจะเรียนรู้ที่จะเลิกหลอกตัวเอง เผชิญความจริงและดำรงชีวิตอยู่อย่างเต็มเปี่ยม



ชีวิตของเราเป็นการเดินทางอันไร้จุดจบ เหมือนกับหนทางใหญ่ที่ทอดยาวออกไปสู่เบื้องหน้ามิรู้
สิ้นสุด การปฏิบัติสมาธิภาวนาเอื้อให้เกิดยานที่จะใช้เดินทางไปบนเส้นทางสายนั้น ในการเดิน
ทางของเราเต็มไปด้วยการ ขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดเวลา ทั้งความมุ่งหวังและความกลัว แต่มันก็เป็น
การเดินทางที่ไม่เลว การปฏิบัติสมาธิเอื้อให้เราสามารถรับรู้ถึงผิวของถนนซึ่งเรากำลังเดินทางไป
โดยการปฏิบัติสมาธิ เราจะเริ่มพบว่าภายในตัวเองนั้นไม่มีรากฐานของความไม่พึงพอใจต่อใคร
หรือต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่เลย


การทำสมาธิเริ่มด้วยการนั่งลงขัดสมาธิบนพื้น คุณจะเริ่มรู้สึกได้ว่าอาศัยเพียงการหยุดตั้งมั่นลง
ตรงนั้น ชีวิตของคุณก็อาจกลายเป็นหนทางและแม้กระทั่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทีเดียว คุณย่อมตระ
หนักได้ว่าคุณสามารถนั่งอยู่บนบันลังก์ดุจดังราชันหรือราชินี ความสูงส่งของสภาวะนี้ขานไขให้
เห็นถึงความยิ่งใหญ่ ซึ่งเกิดจากการหยุดนิ่งและเรียบง่าย


ในการปฏิบัติสมาธิ การตั้งกายตรงเป็นสิ่งสำคัญมาก การเหยียดหลังตรงมิใช่ท่าทางที่ขัดธรรม
ชาติ หากเป็นธรรมชาติพื้นฐานที่สุดของร่างกายมนุษย์ เมื่อร่างกายของคุณโอนเอียงง่อนแง่น
นั่นแหละจึงผิดธรรมชาติ คุณไม่อาจหายใจได้สม่ำเสมอเมื่อร่างกายโอนเอียง ความโอนเอียงนี้
ยังเป็นสัญลักษณ์บ่งชี้ถึงการยอมจำนนแก่โรคจิตประสาท ดังนั้นเมื่อคุณนั่งตัวตรง คุณจึงอาจ
ประกาศก้องต่อตนเองและต่อโลกทั้งมวลว่าคุณกำลังเป็นนักรบ เป็นมนุษย์ที่แท้จริง


การยึดกายตั้งตรงไม่จำเป็นที่จะต้องฝืนตัวเองโดยการเกร็งตัวยกไหล่ ความตั้งตรงนี้เกิดขึ้นตาม
ธรรมชาติโดยการนั่งอย่างง่าย ๆ ทว่ามั่นอกมั่นใจ ไม่ว่าจะนั่งอยู่บนพื้นหรือบนเบาะ ต่อจากนั้น
เพราะเหตุที่หลังของคุณตั้งตรง คุณจึงไม่รู้สึกขวยเขินกระดากกระเดื่องแต่อย่างใด ดังนั้นคุณจึง
มิได้ก้มหัวลง คุณจะไม่ยอมโอนอ่อนให้แก่สิ่งใด ดังนั้นเองหัวไหล่ของคุณจึงเหยียดตรงโดยอัตโน
มัติ นี่เองคุณจึงรู้สึกได้ถึงท่าทางอันเหมาะสมของศรีษะและไหล่ จากนั้นคุณจึงอาจพักขาไว้อย่าง
เป็นธรรมชาติ ในท่วงท่าขัดสมาธิ เข่าของคุณไม่จำเป็นต้องราบชิดกับพื้น คุณทำให้ท่วงท่านี้สม
บูรณ์ขึ้นโดยการวางมือลงแผ่ว ๆ หันฝ่ามือลงบนขาอ่อน นี่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าเราได้ดำรงอยู่
ในที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว


ในท่วงท่าดังกล่าว คุณไม่จำเป็นต้องเพ่งมองไปรอบ ๆ อย่างไร้จุดหมาย เพราะเหตุที่คุณมีความ
รู้สึกว่าคุณดำรงอยู่ตรงนั้นอย่างเหมาะสมแล้ว ดังนั้นดวงตาของคุณจึงเปิดอยู่ แต่สายตาเพ่งตรง
ออกไปบนพื้นเบื้องหน้าห่างสัก ๖ฟุต โดยนัยนี้ สายตาของคุณก็จะไม่วอกแวก ทว่ามีความรู้สึกถึง
ความรอบคอบรัดกุมและหนักแน่นมั่นคงยิ่ง คุณอาจพบท่วงท่านี้ได้จากงานปฏิมากรรมบางชิ้น
ของอียิปต์และอเมริกาใต้ เช่นเดียวกับรูปปฏิมากรรมของทางทิศตะวันออก มันเป้นท่วงท่าสากล
มิได้จำกัดอยู่กับวัฒนธรรมหรือยุคสมัยใด


ในชีวิตประจำวันก็เช่นกัน คุณจำต้องตระหนักถึงท่วงท่าของตนเองทั้งศรีษะและไหล่ ต้องรู้ว่าเดิน
อย่างไร มองดูคนอื่นอย่างไร แม้ในขณะที่คุณมิได้ทำสมาธิ คุณก็อาจดำรงไว้ซึ่งสภาวะอันลุ่มลึก
นี้ได้ คุณอาจขึ้นอยู่เหนือความกระดากอายของตนเอง และมีความภาคภูมิใจในฐานะที่เป็นมนุษย์
ความภาคภูมิใจดังกล่าวเป็นสิ่งดีงามและสามารถยอมรับได้


ขั้นต่อมาในการปฏิบัติสมาธิ หลังจากที่คุณนั่งได้ถนัดดีแล้ว คุณก็ต้องหันมาพิจารณาดูลมหายใจ
เมื่อคุณหายใจ คุณก็ต้องตระหนักรู้ว่าตัวเองดำรงอยู่ที่นั่นและดำรงอยู่อย่างเหมาะสม เมื่อผ่อน
ลมหายใจออก ลมหายใจจางหายไป ครั้งแล้วลมหายใจเข้าก็เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ครั้งแล้วก็หาย
ใจออกอีก ดังนั้นจึงมีการออกไปกับลมหายใจออกอยู่ตลอดเวลา เมื่อคุณหายใจออก ตัวคุณก็จาง
ไป กระจายหายไป ครั้นแล้วลมหายใจเข้าก็เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ คุณไม่จำเป็นต้องติดตามกลับ
เข้ามา คุณเพียงแต่กลับเข้ามาอยู่กับท่วงท่า และพร้อมที่จะหายใจออกอีก ออกไปและละลายตัว
เองไป พรู กลับมาอยู่ที่ท่วงท่าอีก แล้วก็พรู และกลับมาอยู่กับท่วงท่าอีกครั้ง


ครั้นต่อมาก็มีสิ่งหนึ่งซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เกิดขึ้น ปิ๊ง ! ...ความคิดนั่นเอง พอถึงจุดนี้คุณก็เพียง
แต่พูดว่า " ความคิด " ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาดัง ๆ เพียงแต่กล่าวในใจว่า " ความคิด " การ
เอ่ยเรียกความคิด จะช่วยปรับให้กลับมาจดจ่ออยู่กับลมหายใจใหม่ เมื่อมีความคิดหนึ่งใดชักนำ
คุณหันเหออกนอกทางที่คุณเดินอยู่ เมื่อคุณไม่รู้ว่ากำลังนั่งอยู่บนเบาะ จิตของคุณไพล่ไปอยู่เสีย
ที่ซานฟรานซิสโกหรือที่นิวยอร์ค คุณก็เพียงแต่พูดว่า " เจ้าความคิด " และกลับมาสู่ลมหายใจ
ใหม่อีกครั้ง


ไม่สำคัญหรอกว่าจะมีความคิดแบบใดเกิดขึ้น เพราะในการนั่งสมาธิ ไม่ว่าคุณจะมีความคิดเลว
ทรามหรือสูงส่ง ทั้งหมดถูกถือว่าเป็นความคิดเช่นเดียวกัน ไม่มีทั้งบุญหรือบาป คุณอาจมีความ
คิดอยากฆ่าพ่อของตัวเอง หรืออาจอยากชงน้ำมะนาวกินกับคุกกี้ โปรดอย่าตกอกตกใจกับความ
คิดของตนเอง ความคิดทุกประการล้วนเป็นเพียงความคิดเท่านั้น ไม่มีความคิดใดที่จะได้รับราง
วัลหรือถูกประณาม เพียงแต่ปิดป้ายยี้ห้อว่า " ความคิด " แล้วก็กลับไปสู่ลมหายใจอย่างเก่า 
"ความคิด" - กลับไปสู่ลมหายใจ "ความคิด"- กลับไปสู่ลมหายใจ


การปฏิบัติสมาธินั้นเป็นสิ่งแน่นอนตายตัวยิ่ง มันจะต้องดำรงอยู่ ณ ที่นั้น หยั่งลงตรงจุดนั้น มัน
เป็นงานที่หนักหน่วงไม่น้อย แต่ถ้าคุณจดจำความสำคัญของท่วงท่าการนั่งได้ นั่นจะช่วยปรับ
สัมพันธภาพระหว่างกายกับจิต ถ้าคุณนั่งไม่ถูกต้อง การปฏิบัตินั้นก็จะเป็นเหมือนกับม้าขาเสีย
ที่จะพยายามลากเกวียน มันคงไม่สำเร็จผลแน่ ดังนั้นขั้นแรกคุณจึงต้องนั่งลงและจัดท่วงท่าให้
เหมาะสม ถัดมาก็เฝ้าติดตามลมหายใจ พรู ออก กลับมาสู่ท่วงท่า พรู กลับมาสู่ท่วงท่า พรู เมื่อ
เกิดมีความคิดขึ้นก็ปิดป้ายฉลากเรียกมันว่า "ความคิด" และกลับมาสู่ท่าเดิม กลับมาสู่ลมหาย
ใจ คุณจะมีจิตกระทำการร่วมไปกับลมหายใจ และมีร่างกายเป็นจุดกำหนดคุณมิได้กระทำการ
ร่วมกับจิตใจเพียงลำพังเท่านั้น หากร่วมไปกับจิตและกายพร้อมกันเลยทีเดียว และเมื่อทั้งสอง
ส่วนร่วมกันเป็นอันดีแล้ว คุณก็จะไม่ห่างเหินไปจากความเป็นจริง


สภาวะอุดมคติแห่งความสงบนั้นก่อเกิดจากประสบการณ์แห่งการประสานสอดคล้องระหว่าง
กายและใจ ถ้ากายและใจไม่ประสานกันเมื่อนั้นร่างกายก็จะโอนเอนไม่มั่นคง จิตก็จะฟุ้งซ่าน
ไป มันเหมือนกับกลองชั้นเลวที่ทำขึ้นมาอย่างลวก ๆ หนังกลองนั้นขึงไม่พอดีกับขอบกลอง
ดังนั้นไม่ขอบกลองแตกก็หนังฉีกขาด ขาดความคงทนถาวร ดังนั้นเมื่อกายและจิตประสานกัน
และ ด้วยเหตุที่ดำรงอยู่ในท่วงท่าอันเหมาะสม ลมหายใจของคุณก็จะดำเนินไปตามธรรมชาติ
และด้วยเหตุที่ท่วงท่าและลมหายใจประสานกัน จิตของคุณก็จะมีหลักยึดสำหรับเหนี่ยวรั้งตน
เอง ดังนั้นจิตของคุณจึงออกไปกับลมหายใจอย่างเป็นธรรมชาติ


วิธีการประสานจิตกับกายเข้าด้วยกันนี้ คือการฝึกตนให้เรียบง่ายที่สุดและให้รู้สึกได้ว่าตนเอง
ไม่ได้มีความพิเศษแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นคนธรรมดาสามัญ สามัญอย่างยิ่ง คุณเพียงแต่นั่ง
ง่าย ๆ ประดุจดั่งนักรบ และจากจุดนี้เองที่ความรู้สึกภาคภูมิใจของปัจเจกชนได้ผุดขึ้นมา คุณ
นั่งอยู่บนพื้นโลกและคุณก็ตระหนักได้ว่าโลกยอมรับคุณและคุณก็ยอมรับโลกนี้ คุรดำรงอยู่ที่นั่น
อย่างเต็มเปี่ยมเพียงลำพังอย่างแท้จริง ดังนั้นการปฏิบัติสมาธิในแนวซัมบาลาจึงมุ่งเพื่อขัดเกลา
คนให้เป็นคนจริงและสัตย์ซื่อ ซื่อสัตย์ต่อตนเอง


ในบางแง่มุม เราจะต้องถือว่าเรามีภาระหน้าที่อยู่ คือภาระหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันแก้ไขแบ่งเบา
ปัญหาของโลกนี้ เราไม่อาจละเลยความรับผิดชอบต่อผู้อื่นได้ แต่ถ้าหากเราปฏิบัติภาระหน้าที่
นี้อย่างเบิกบาน เราก็อาจช่วยไถ่กู้โลกได้จริง ๆ ทีเดียว หนทางคือเริ่มต้นที่ตนเอง จากความเปิด
กว้างและสัตย์ซื่อต่อตนเอง เราก็อาจเรียนรู้ที่จะเปิดเผยต่อผู้อื่น ดังนั้นเราก็อาจกระทำร่วมกัน
ไปกับโลกทั้งหมด จากพื้นฐานของความดีงามซึ่งเราค้นพบในตัวเอง ดังนั้น การปฏิบัติสมาธิจึง
ถือเป็นวิถีทางที่ยอดเยี่ยมในการยุติสงครามที่มีอยู่ในโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามภายในตนเองหรือ
สงครามภายนอก

โอสถ:

TIBET-2012-08-28-0013



บทที่ ๓ ใจเศร้าที่แท้จริง

" ผ่านการปฏิบัติโดยการนั่งนิ่ง ๆ และเฝ้าติดตาม
ลมหายใจขณะผ่อนออกและจางคลายไป คุณก็ได้
เชื่อมโยงเข้ากับหัวใจของตน โดยเพียงแต่ปล่อยให้
เป็นไปดังที่ตนเองเป็นอยู่ คุณก็สามารถสร้างความ
รู้สึกเกื้อการุณอย่างแท้จริงขึ้นต่อตัวเอง "

ลองนึกดูว่าหากคุณได้นั่งเปลือยเปล่าอยู่บนพื้นดินโดยมีก้นเปลือยสัมผัสโลก ทั้งมิได้มีผ้าโพกหัว
หรือสวมหมวก คุณจะเปิดเผยตนเองต่อฟ้าเบื้องบนด้วยเช่นกัน คุณถูกประกบอยู่ระหว่างแผ่นฟ้า
แผ่นดิน เป็นมนุษย์ชายและหญิงผู้เปลือยเปล่า นั่งอยู่บนฟากฟ้ากับแผ่นดินโลก

แผ่นดินยังคงเป็นแผ่นดินอยู่เสมอ แผ่นดินยอมรับให้ใครก็ได้นั่งลงไป มันไม่เคยผลักไสไล่ส่ง มัน
ไม่เคยปฏิเสธหรือแบกรับ คุณจะไม่มีวันหลุดร่วงออกจากแผ่นดินออกไปลอยเคว้งคว้างอยู่ใน
อวกาศ ในทำนองเดียวกัน ฟ้าก็ยังคงเป็นฟ้า ฟากฟ้าก็ยังคงเป็นฟากฟ้าเบื้องบนอยู่เสมอ ไม่ว่า
ฝนจะตก แดดจะออกหรือมีหิมะ ไม่ว่าจะเป็นยามกลางวันหรือกลางคืนฟ้าก็ยังคงอยู่ที่นั่น ในแง่
มุมนี้เราอาจรู้สึกได้ว่าทั้งฟากฟ้าและแผ่นดินเป็นสิ่งที่เชื่อมั่นได้

ตรรกกะแห่งความดีงามพื้นฐานก็คล้ายคลึงกัน เมื่อเราพูดถึงความดีงามพื้นฐาน เรามิได้พูดถึง
การภักดีต่อสิ่งดีและปฏิเสธสิ่งเลว ความดีงามพื้นฐานนั้นดีโดยปราศจากเงื่อนไข โดยปราศจาก
ที่ตั้ง มันดำรงอยู่ที่นั่นแล้ว ดังเช่นที่ฟ้าและดินดำรงอยู่ที่นั่นแล้ว เรามิได้ปฏิเสธบรรยากาศของเรา
ไม่ได้ปฏิเสธดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เมฆหมอกและฟากฟ้า เรายอมรับมัน เรายอมรับว่าฟ้านั้น
เป็นสีฟ้า ยอมรับภูมิประเทศและท้องทะเล เรายอมรับถนนหนทางตึกรามบ้านช่องและมหานคร
ความดีงามพื้นฐานก็คือพื้นฐานประการนี้ คือสิ่งที่ปราศจากเงื่อนไข มันมิใช่ทัศนะ "มีคุณ" หรือ
"ให้โทษ" ในทำนองเดียวกับที่แสงแดดมิใช่มีขึ้นเพื่อ "มีคุณ" หรือ "ให้โทษ"

กฎเกณฑ์ธรรมชาติของโลกนี้มิใช่ "มีคุณ" หรือ "ให้โทษ" โดยพื้นฐานแล้ว ไม่มีสิ่งใดซึ่งช่วยส่ง
เสริมหรือปิดกั้นทัศนะของเรา ฤดูกาลทั้งสี่อุบัติขึ้นอย่างอิสระ โดยไม่ขึ้นกับความเรียกร้องต้อง
การของใครความคาดหวังและความหวาดกลัวไม่อาจแปรเปลี่ยนฤดูกาลได้ มีกลางวันมีกลางคืน
มีความมืดในยามค่ำคืนและมีแสงสว่างในยามกลางวัน โดยไม่มีใครมาคอยบังคับปิดเปิดให้เป็น
ไป มีหลักเกณฑ์ธรรมชาติและความเป็นไปซึ่งเอื้อให้เรามีชีวิตอยู่ นั่นเองคือความดีงามพื้นฐาน
ดีงามตรงที่ว่ามันอยู่ตรงนั้น มันกระทำอย่างสัมฤทธิ์ผล

เรามักจะพากันละเลยต่อกฎเกณฑ์พื้นฐานในจักรวาล แต่ควรจะคิดทบทวนดูอีกครั้ง เราควรจะ
ตระหนักถึงคุณค่าในสิ่งที่เรามีอยู่ ถ้าปราศจากสิ่งเหล่านี้แล้ว เราก็จะตกอยู่ในภาวะยากลำบาก
มาก ถ้าปราศจากแสงแดด ก็จะไม่พืชพรรณใด ๆ ขึ้นงอกเงย ปราศจากพืชพรรณธัญญาหาร ก็
จะไม่มีอาหารกินด้วย ดังนั้น ความดีงามพื้นฐานจึงเป็นสิ่งดี เพราะว่ามันเป็นสิ่งพื้นฐานยิ่ง มันเป็น
ธรรมชาติและมันก็ใช้การได้ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งดี มิใช่สิ่งดีที่อยู่ตรงกันข้ามกับความชั่ว

หลักการเดียวกันนี้อาจประยุกต์มาใช้กับสิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นมนุษย์ เรามีตัณหา มีความก้าว
ร้าวและอวิชชา นั่นคือเราคบหาปลูกฝังไมตรีกับมิตรและก็กีดกันศัตรูออกไป บางครั้งก็วางตัวเฉย ๆ
ท่าทีเหล่านี้มิได้ถือว่าเป็นข้อบกพร่อง หากเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอันสูงส่งและเป็นเครื่องมือ
ของมนุษย์ เรรมีเล็บและฟันเป็นเครื่องมือสำหรับป้องกันตัว เรามีปากและอวัยวะเพศเป็นเครื่อง
มือสำหรับสัมพันธ์กับผู้อื่น เรายังโชคดีที่มีระบบย่อยอาหารและระบบเผาผลาญอย่างสมบูรณ์ ซึ่ง
ทำให้กระบวนการในการกินและขับถ่ายเป็นไปอย่างราบรื่น ภาวะการดำรงอยู่ของมนุษย์เป็นสถานะ
ตามธรรมชาติและก็เป็นเหมือนกฎเกณฑ์และหลักการของโลก มันใช้การได้ดี ที่จริงอาจถือว่าเป็น
สิ่งมหัศจรรย์ เป็นอุดมคติทีเดียว

มีคนกล่าวว่าโลกนี้เป็นผลงานของหลักการมูลฐานอันศักดิ์สิทธิ์ แต่คำสอนซัมบาลามิได้เกี่ยวข้อง
กับต้นกำเหนิดอันศักดิ์สิทธิ์นั้นเลย จุดหลักของความเป็นนักรบก็คือการกระทำร่วมกับสถานะการณ์
ดังที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบัน ทัศนะแบบซัมบาลาถือว่าเมื่อเรากล่าวว่ามนุษย์มีความดีงามอยู่เป็นพื้น
ฐานนั้น เราหมายความว่ามนุษย์ล้วนมีสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นอยู่ครบ ดังนั้นเขาไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับ
โลกของเขาเอง ตัวตนของเราเป็นสิ่งดี เพราะเหตุที่มันมิใช่ต้นกำเหนิดของความก้าวร้าวและความ
ไม่พึงพอใจ เราไม่อาจพร่ำบ่นที่เรามีตา มีหู มีจมูกและปาก เราไม่สามารถสับเปลี่ยนจัดแจงระบบ
สรีระใหม่ได้ และด้วยเหตุนี้เอง เราจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขภาวะจิตของเราได้ ความดีงามพื้น
ฐานก็คือสิ่งที่เรามีอยู่ สิง่ที่ติดตัวเรามา มันคือสถานะตามธรรมชาติซึ่งเราได้รับเป็นมรดกตกทอด
มาตั้งแต่เกิด

เราควรจะตระหนักไว้ด้วยว่าการที่ได้อยู่ในโลกนี้เป็นสิ่งที่วิเศษสุดยิ่ง ช่างมหัศจรรย์ยิ่งที่ได้แลเห็น
สีแดงและเหลือง สีฟ้าและเขียว ม่วงและดำ บรรดาสีสันเหล่านี้มีขึ้นเพื่อเรา เรารู้สึกร้อนและหนาว
รู้รสหวานและเปรี้ยว เรารู้สึกได้ถึงสิ่งเหล่านี้และรู้ถึงคุณค่าของมัน ด้วยมันเป็นสิ่งดีงาม

ก้าวแรกแห่งการประจักษ์แจ้งในความดีงามพื้นฐานก็คือการแลเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามีอยู่ ต่อจาก
นั้นเราก็จะต้องแลให้ชัดเจนกว้างไกลออกไปว่าเรากำลังเป็นอะไรอยู่ อยู่ตรงใหน เราเป็นใคร เมื่อ
ไหร่และทำอะไรในฐานะมนุษย์ เพื่อว่าเราจะได้เป็นเจ้าของความดีงามรากฐานอย่างแท้จริง ที่จริง
มิใช่หมายถึงการครอบครอง หากแต่เป้นการหยั่งเห็น ถึงคุณค่าของมัน

ความดีงามพื้นฐานเกี่ยวพันอย่างแนบชิดกับแนวคิดเรื่องโพธิจิตในพุทธศาสนา โพธิหมายถึง
"ตื่นขึ้น" หรือ "การตื่น" จิตหมายถึง "ใจ" ดังนั้นโพธิจิต จึงแปลว่า "ใจที่ตื่นขึ้น" ใจที่ตื่นขึ้นเช่นนี้
อุบัติขึ้นจากความพร้อมที่จะเผชิญกับภาวะจิตของตนเอง นี่ดูคล้ายกับการเรียกร้องมากจนเกิน
ไป แต่ที่จริงแล้วกลับจำเป็นมาก คุณจำเป็นต้องตรวจสอบดูตัวเองและถามตัวเองว่าตนได้พยา
ยามเชื่อมโยงกับหัวใจของตนมากน้อยเพียงใด อย่างจริงใจและเต้มที่เพียงใด บ่อยครั้งที่คุณหัน
หลังให้แก่มัน ด้วยคุณกลัวว่าคุณอาจพบบางสิ่งบางอย่างที่น่าหวาดหวั่นภายในตนเอง กี่ครั้งกัน
ที่คุณเต็มใจที่จะแลดูหน้าตัวเองในกระจก โดยที่ไม่รู้สึกกระดากอาย กี่ครั้งกี่คราที่คุณพยายามจะ
ปกปิดตัวเองไว้ด้วยการเข้าไปอ่านหนังสือพิมพ์บ้าน ดูโทรทัศน์บ้าน หรือใช้เวลาว่างให้หมดไปวัน ๆ
จึงมีคำถามซึ่งทรงคุณค่ามหาศาลอยู่คำถามหนึ่งว่า คุณได้สัมพันธ์กับตัวเองมากน้อยเพียงใดกับ
ชีวิตทั้งหมด

การนั่งลงปฏิบัติสมาธิดังที่เราได้แจกแจงกันในบทที่แล้ว คือหนทางเพื่อกลับไปค้นหาความดีงาม
รากฐาน และยิ่งไปกว่านั้น มันคือหนทางที่จะปลุกดวงใจที่แท้จริงภายในตนเองให้ตื่นขึ้น เมื่อคุณนั่ง
อยู่ในท่วงท่าของสมาธิ คุณย่อมเป็นชายหรือหญิงผู้เปลือยเปล่า ซึ่งนั่งอยู่ระหว่างฟากฟ้าและแผ่น
ดินดังที่เราได้พูดถึงมาแล้ว เมื่อคุณนั่งโงนเงนก็เท่ากับพยายามปกปิดดวงใจของตนไว้ พยายาม
ซ่อนเร้นเอาไว้โดยอาการง่อนแง่น แต่เมื่อใดที่คุณนั่งตัวตรงทว่าผ่อนคลายอยู่ในอิริยาบทของสมาธิ
เมื่อนั้นใจของคุณก็จะเปลือยเปล่า ตัวตนของคุณทั้งหมดจะเปิดเผยออกสู่ตัวเองเป็นอันดับแรก
และเปิดออกสู่ผู้อื่นด้วย ผ่านการปฏิบัติด้วยการนั่งนิ่ง ๆ และเฝ้าติดตามลมหายใจขณะที่ผ่อนออก
และจางคลายไป คุณก็ได้เชื่อมโยงเข้ากับหัวใจของตน โดยเพียงแต่ปล่อยให้เป็นไปดังที่ตนเองเป็น
อยู่ คุณก็สามารถสร้างความรู้สึกเกื้อการณ์อย่างแท้จริงขึ้นต่อตัวเองได้

เมื่อคุณปลุกดวงใจของคุณขึ้นด้วยอาการอย่างนี้ คุณจะค้นพบด้วยความตื่นตะลึงว่าดวงใจของคุณ
นั้นว่างเปล่า คุณได้ค้นพบว่าคุณกำลังมองออกไปสู่ความโล่งกว้างภายนอก คุณคือใคร เป็นอะไร
ดวงใจของคุณอยู่ที่ใหน ถ้าคุณมองให้ดี คุณจะไม่พบเห็นสิ่งใดที่เป็นแก่นสารแน่นอนตายตัวเลย
แต่คุณจะพบสิ่งที่แข็งตัวอย่างนั้น ถ้าหากคุณรู้สึกขุ่นเคืองใครหรือถูกครอบงำอยู่ด้วยความรัก แต่
นั่นหาใช่จิตใจที่ตื่นขึ้นไม่ ถ้าหากคุณแสวงหาดวงใจที่ตื่นขึ้น ถ้าคุณเอามือแทงผ่านกระดูกซี่โครง
เข้าไปสัมผัสดูดวงใจ ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นนอกจากความอ่อนโยนคุณรู้สึกเจ็บปวดทว่านุ่มนวล และ
ถ้าคุณเปิดตาขึ้นแลดูโลก คุณย่อมรู้สึกเศร้าอย่างลึกซึ้ง ความเศร้าชนิดนี้มิได้เกิดขึ้นเพราะเป็น
ผู้ถูกกระทำ คุณมิได้รู้สึกเศร้าเพราะว่ามีใครมาดูแคลนหรือรู้สึกด้อยค่า ทว่าประสบการณ์นี้เป็น
ความเศร้าที่ปราศจากเงื่อนไข มันเกิดขึ้นเพราะดวงใจของคุณได้เปิดเผยออกอย่างหมดจด ไม่มี
หนังหรือเนื้อเยื่อปกปิดมันไว้อีกต่อไป มันคือก้อนเนื้อดิบ ๆ แท้ ๆ แม้แต่มียุงสักตัวหนึ่งมาเกาะ
คุณก็อาจรู้สึกได้อย่างลึก ๆ ประสบการณ์ของคุณเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวที่ดิบ จริงและอ่อนโยนยิ่ง

ดวงใจเศร้าที่แท้จริงกำเหนิดขึ้นจากความรู้สึกที่ว่า หัวใจที่ว่างเปล่าของคุณนั้นเต็ม คุณอยากจะ
หลั่งเลือดจากใจ อยากจะให้หัวใจของคุณแก่คนอื่น สำหรับนักรบแล้ว ประสบการณ์แห่งดวงใจ
อันเศร้าอันแสนอ่อนโยนนี้ คือจุดกำเหนิดแห่งความไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งใด ตามความหมายสามัญ
แล้ว ความไม่หวาดหวั่นหมายความว่าคุณไม่กลัว หรือหมายถึงว่าถ้ามีใครมาทำร้ายคุณ คุณจะ
ตอบโต้กลับอย่างไรดี เรามิได้กำลังพูดถึงความไม่หวาดหวั่นในระดับนักสู้ข้างถนน ความไม่หวาด
หวั่นที่แท้จริง คือผลอันเกิดจากความอ่อนโยน มันเกิดจากการปล่อยให้โลกหยอกล้อจิตใจคุณเล่น
จิตที่ดิบและงดงาม คุณเต็มใจที่จะเปิดมันออกโดยไม่ขัดขืนหรือเขินอาย และเผชิญกับโลก คุณ
พร้อมที่จะแบ่งปันหัวใจของคุณกับผู้อื่น

Titipong Paewattanalert

Titipong Paewattanalert

Website: www.facebook.com/Japan.TravelProThai E-mail: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
เที่ยวกับทราเวิลโปร | สนุกคุ้มค่า | ได้ภาพสวยที่สุด

เดือนนี้ ไปเที่ยวที่ไหนดี ?

มกราคม  กุมภาพันธ์  มีนาคม  เมษายน  พฤษภาคม  มิถุนายน  กรกฎาคม  สิงหาคม  กันยายน  ตุลาคม  พฤศจิกายน  ธันวาคม

ปีใหม่ | ตรุษจีน | สงกรานต์

ทัวร์จีน | ทัวร์ญี่ปุ่น | ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี | ทัวร์เกาหลี | ทัวร์ฮ่องกง | ทัวร์ทิเบต | ปักกิ่ง | เซี่ยงไฮ้ | จิ่วจ้ายโกว | จางเจียเจี้ย | คานาสือ | ซีอาน

  • เปิด จันทร์-ศุกร์ : 09.00-18.00
  • Tel : 02-9420080, 02-9420070
  • Call Center : 095-9498002
  • Line id : @travelprothai , @travelproasia

เพิ่มเพื่อน

(รหัสทัวร์ 868) : ทัวร์ปีใหม่ 2561 | New Year 2018 : Harbin International Ice and Snow Sculpture Festival 2018 เปิดจองแล้ว..! เซี่ยงไฮ้-ฮาร์บิ้น
ดื่มด่ำกับบรรยากาศหิมะที่ขาวโพลนที่สุดแสนโรแมนติค สุดสายตาตัดกับขอบฟ้าสีครามและสีสันตระการตาในเทศกาลแกะสลักน้ำแข็งประจำปี  (ไม่เข้าร้านรัฐบาล)ทัวร์เซี่ยงไฮ้-ฮาร์บิ้น (พักที่ฮาร์บิ้น 3 คืน) : หาดว่ายทาน | หอคอยไข่มุก | อุโมงค์เลเชอร์ | ตลาดร้อยปี | สกีเอ้อหลงซาน (Harbin Jihua Ski Resort) | สวนสตาลิน | โบสถ์เซ็นโซเฟีย | สวนเสือไซบีเรีย | ถนนจงหยาง | ICE DOME (ที่โรงแรมแชงกรีล่า) | โชว์ว่ายน้ำแข็งซงฮัว | เกาะพระอาทิตย์ | สวนเสือไซบีเรีย | Harbin Ice and Snow Festival | อนุเสาวรีย์เหล็กกล้า | สวนสนุกเซี่ยงไฮ้ดีสนีย์แลนด์

ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี (ตามรอยใบไม้แดง) พฤศจิกายน 2560 : ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสี จากโอซาก้า ถึง โตเกียว | THE GOLDEN ROUTE JAPAN AUTUMN NOV 2017 : 7วัน 5คืน บินTG

ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี พฤศจิกายน 2560 : ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีและซากุระสี่ฤดู | AUTUMN LEAVES AND SHIKIZAKURA NOV 2017 : 7วัน 5คืน บินTG

ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี ตุลาคม 2560 : โตเกียว นิกโก้ มินาคามิ | Japan Autumn 2017 : tokyo nikko minakami : 6วัน 4คืน บินTG | สุดพิเศษ ออนเซน 3คืน

ทัวร์จีนคุณภาพ 2560 (2017) | ทัวร์แชงกรีล่า (รหัสทัวร์ 847) : คุนหมิง-ต้าลี่-ลี่เจียง-จงเตี้ยน-แชงกรีล่า 6วัน 5คืน โดยสายการบินไทย (TG) พร้อมบินภายใน (จากลี่เจียง กลับคุนหมิง) ทัวร์จีนคุณภาพ พักโรงแรม 5ดาว ไม่เข้าร้านรัฐบาล

ทัวร์คานาสือ 2560 | ทัวร์ซินเจียง เส้นทางสายไหม : อุรุมฉี เคอลาหม่ายี(คาราเมย์) ปู้เอ่อจิน คานาสือ ทูรูฟาน 10วัน 9คืน บิน CZ

ทัวร์จิ่วจ้ายโกว ใบไม้เปลี่ยนสี ตุลาคม 2560 | 8วัน 7คืน โดยการบินไทย TG | JIUZHAIGOU OCT 2017 : เที่ยวจิ่วจ้ายโกว เต็มอิ่ม 2 วัน (รวมรถเหมาทั้ง 2วัน) |อุทยานหวงหลง (รวมกระเช้าขาขึ้น) | เมืองโบราณซงพาน | ล่องเรือชมหลวงพ่อโตเล่อซาน | ง๊อไบ๊ ยอดจินติ่ง อธิษฐานขอพร จากพระโพธิสัตว์ผู่เสียน | ชมโชว์เปลี่ยนหน้ากาก | ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า | ศาลเจ้าสามก๊ก ถนนโบราณจิ๋งหลี่ เดินทาง : 18-25 ต.ค. 2560, 20-27 ต.ค. 2560, 22-29 ต.ค. 2560 | กรุ๊ปนี้ โรงแรม 5ดาว ที่จิ่วจ้ายโกว และเฉินตู และไม่เข้าร้านรัฐบาล | ท่านละ 69,900 บาท เปิดจองแล้วค่ะ

ทัวร์จิ่วจ้ายโกว ใบไม้เปลี่ยนสี 2560 | 6วัน 5คืน โดยการบินไทย TG | JIUZHAIGOU AUTUMN 2017 : เที่ยวจิ่วจ้ายโกว เต็มอิ่ม เข้าในอุทยานจิ่วจ้ายโกว 2 วัน | เฉินตู - จิ่วจ้ายโกว - หวงหลง | ชมอุทยานมรดกโลก จิ่วจ้ายโกว | อุทยานหวงหลง | เมืองโบราณซงพาน | ศาลเจ้าสามก๊ก อิสระช๊อปปิ้ง ถนนโบราณจิ๋งหลี่ (ทัวร์คุณภาพ แบบไม่เข้าร้านรัฐบาล เที่ยวสบาย สไตล์ทราเวิลโปร) เดินทางวันที่ : 18-23 ต.ค. 2560 | 19-24 ต.ค. 2560 | 21-26 ต.ค. 2560 | 23-28 ต.ค. 2560 | 24-29 ต.ค. 2560 | ราคาท่านละ 59,900 บาท เปิดจองแล้ววันนี้ (แจกDVD ไฟล์ภาพสวยๆ หลังจากจบทริป)

ทัวร์จางเจียเจี้ย พัก 5ดาว ไม่เข้าร้านรัฐบาล

 ทัวร์ซีอาน ฤดูใบไม้ผลิ และสงกรานต์ 6วัน 5คืน 2560 VIP พัก 5ดาว ไม่เข้าร้านรัฐบาล

แพ็กเกจทัวร์ จางเจียเจี้ย | เที่ยวจางเจียเจี้ย | ทัวร์จางเจียเจี้ย
ทัวร์จิ่วจ้ายโกว ใบไม้เปลี่ยนสี ตุลาคม 2559 | Jiuzhaigou Autumn OCT 2016 : เฉินตู จิ่วจ้ายโกว หวงหลง หลวงพ่อโตเล่อซาน ง๊อไบ๊ 8วัน 7คืน บิน TG (เข้าจิ่วจ้ายโกว 2 รอบ รวมรถเหมา) พัก 5 ดาว ไม่เข้าร้านรัฐบาล  Click...
หมู่บ้านชิราคาว่า, ชิราคาวาโกะ, หมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาวาโกะ, หมู่บ้านมรดกโลก ชิราคาว่า
ทัวร์จีน | ทัวร์ญี่ปุ่น | ทัวร์เกาหลี | ทัวร์ฮ่องกง | ทัวร์จอร์แดน | ทัวร์จางเจียเจี้ย | ทัวร์ซีอาน | ทัวร์ถ่ายภาพ | ทัวร์ซากุระ | ทัวร์เดือนกรกฎาคม | ทัวร์เดือนสิงหาคม | ทัวร์เดือนกันยายน | ทัวร์เดือนตุลาคม | ทัวร์เดือนพฤศจิกายน | ทัวร์ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี | ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้แดง | บริษัท ทราเวิลโปร จำกัด ทัวร์จีน | ทัวร์ญี่ปุ่น | ทัวร์เกาหลี | ทัวร์ฮ่องกง | ทัวร์จอร์แดน | ทัวร์จางเจียเจี้ย | ทัวร์ซีอาน | ทัวร์ถ่ายภาพ | ทัวร์ซากุระ | ทัวร์เดือนกรกฎาคม | ทัวร์เดือนสิงหาคม | ทัวร์เดือนกันยายน | ทัวร์เดือนตุลาคม | ทัวร์เดือนพฤศจิกายน | ทัวร์ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี | ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้แดง | บริษัท ทราเวิลโปร จำกัดทัวร์จีนทัวร์เดือนตุลาคมทัวร์ญี่ปุ่นใบ้เปลี่ยนสี | ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้แดงทัวร์จีน : ทัวร์จางเจียเจี้ยทัวร์จีน : ทัวร์คานาสือทัวร์ฮ่องกงทัวร์จีน : ทัวร์จิ่วจ้ายโกวทัวร์จีน : แชงกรีล่าทัวร์เกาหลีทัวร์จีน : ทริปถ่ายภาพ : Photo Trip
เที่ยวกับทราเวิลโปร | สนุกคุ้มค่า | ได้ภาพสวยที่สุด
เที่ยวกับทราเวิลโปร | สนุกคุ้มค่า | ได้ภาพสวยที่สุด
  • ทัวร์จีน หน้าหนาว ปีใหม่ 2561 (NEW YEAR 2018) : เซี่ยงไฮ้ ฮาร์บิน เทศกาลแกะสลักน้ำแข็งและปฏิมากรรมหิมะ 8วัน 5คืน (ไม่เข้าร้านรัฐบาล) ทัวร์ปีใหม่ 2561 | New Year 2018 : Harbin International Ice and Snow Sculpture Festival 2018 เปิดจองแล้ว..! เซี่ยงไฮ้-ฮาร์บิ้น (รหัสทัวร์ 868) ดื่มด่ำกับบรรยากาศหิมะที่ขาวโพลนที่สุดแสนโรแมนติค…



  • ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี (ตามรอยใบไม้เแดง) พฤศจิกายน 2560 : JAPAN AUTUMN 2017 | 7วัน 5คืน (บินTG) ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี (ตามรอยใบไม้แดง) พฤศจิกายน 2560 : ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสี จากโอซาก้า ถึง โตเกียว | THE GOLDEN ROUTE JAPAN AUTUMN…



  • ทัวร์ญี่ปุ่น ชมซากุระบานพร้อมใบไม้เปลี่ยนสี 2560 ที่ OBARA | JAPAN AUTUMN 2017 |  7วัน5คืน บินTG ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี พฤศจิกายน 2560 : ชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีและซากุระสี่ฤดู | AUTUMN LEAVES AND SHIKIZAKURA NOV 2017 : 7วัน 5คืน…



  • ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี (ตามรอยใบไม้แดง) 2560 โตเกียว นิกโก้ มินาคามิ 6วัน 4คืน บินTG | Autumn in Nikko 2017 ทัวร์ญี่ปุ่นใบไม้เปลี่ยนสี ตุลาคม 2560 : โตเกียว นิกโก้ มินาคามิ | Japan Autumn 2017 : Tokyo Nikko Minakami…



  • ทัวร์จิ่วจ้ายโกว ใบไม้เปลี่ยนสี 2560 พัก 5ดาว บินTG 6วัน 5คืน ไม่เข้าร้านรัฐบาล รหัสทัวร์ 863 : ทัวร์จิ่วจ้ายโกว ใบไม้เปลี่ยนสี ตุลาคม 2560 | 6วัน 5คืน โดยการบินไทย TG | JIUZHAIGOU OCT 2017 : เที่ยวจิ่วจ้ายโกว เต็มอิ่ม เข้าในอุทยานจิ่วจ้ายโกว 2…



  • ทัวร์แชงกรีล่า สิงหาคม-พฤศจิกายน 2560 บินTG  5ดาว ไม่เข้าร้านรัฐบาล ทัวร์จีนคุณภาพ ทัวร์แชงกรีล่า สิงหาคม-พฤศจิกายน 2560 (2017) | ทัวร์แชงกรีล่า (รหัสทัวร์ 847) คุนหมิง-ต้าลี่-ลี่เจียง-จงเตี้ยน-แชงกรีล่า 6วัน 5คืน โดยสายการบินไทย (TG) พร้อมบินภายใน (จากลี่เจียง กลับคุนหมิง)…



  • ทัวร์จีนคุณภาพ เที่ยวจางเจียเจี้ย สิงหาคม - พฤศจิกายน 2560 พัก5ดาว ไม่เข้าร้านรัฐบาล ทัวร์จีนคุณภาพ 2560 : ทัวร์เที่ยวจางเจียเจี้ย 2017 โดยสายการบิน CHINA SOUTHERN AIRLINE (CZ) 6วัน 5คืน ไม่เข้าร้านรัฐบาล รหัสทัวร์ 869…



  • ทัวร์จีนคุณภาพ 2559 (2016) : โปรแกรมทัวร์ ท่องเที่ยว ฉางซา จางเจียเจี้ย ฟ่งหวง 5 วัน 4 คืน บินTG พัก 5 ดาว ไม่เข้าร้านรัฐบาล ทัวร์จีนคุณภาพ 2559 (2016) ไม่เข้าร้านรัฐบาล รหัสทัวร์ 830 ท่องเที่ยวจางเจียเจี้ย มีนาคม เมษายน สงกรานต์ 2559 โดย THAI AIRWAYS (TG) 5วัน…



2009 2010 2011 2012 2013 2014 2015 2555 2556 2557 2558 APRIL JAPAN NEWYEAR OCT OCTOBER กรกฎาคม กวางเจา กันยายน กำแพงเมืองจีน กุมภาพันธ์ คุนหมิง จงเตี้ยน จางเจียเจี้ย จิ่วจ้ายโกว จิ่วไจ้โกว ชินจูกุ ช้อปปิ้ง ซงพาน ซากุระ ตุลาคม ต้าลี่ ถ้ำมังกรเหลือง ทริปถ่ายภาพ ทริปถ่ายรูป ทะเลสาบเตี๋ยซี ทัวร์จีน ทัวร์ญี่ปุ่น ทัวร์ต่างประเทศ ทัวร์ถ่ายภาพ ทัวร์ถ่ายรูป ทัวร์ปักกิ่ง ทัวร์ปีใหม่ ธันวาคม ปักกิ่ง พฤศจิกายน พฤษภาคม ฟูจิ ฟ่งหวง ภูเขาหิมะมังกรหยก มกราคม มิถุนายน มีนาคม ลี่เจียง วัดอาซากุสะ ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้า สงกรานต์ สิงหาคม หวงหลง อิออน ฮาร์บิน ฮาร์บิ้น ฮ่องกง เกาหลี เกาะนามิ เฉินตู เซี่ยงไฮ้ เมษายน เม่าเสี้ยน แชงกรีล่า โชว์เปลี่ยนหน้ากาก โตเกียว โอซาก้า ใบไม้เปลี่ยนสี ใบไม้แดง