HAPPY NEW YEAR 2013 | COUNTDOWN @ PARIS ทัวร์ยุโรป 2013 ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2556 ณ กรุงปารีส 9วัน 7คืน โดยการบินไทย | TG | บริษัท ทราเวิลโปร จำกัด : บริการ แพคเกจทัวร์ จองโรงแรม จัดทัวร์ จัดกรุ๊ปเหมา ดูงาน สัมมนา จองตั๋วเครื่องบิน เที่ยวทั่วโลก |
เสาร์สิงหาคม19 ,2017
Font Size

HAPPY NEW YEAR 2013 | COUNTDOWN @ PARIS ทัวร์ยุโรป 2013 ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2556 ณ กรุงปารีส 9วัน 7คืน โดยการบินไทย | TG Featured

เขียนโดย chanidapa yungyuen
Rate this item
(10 โหวต)
ทัวร์ฝรั่งเศส : ปารีส | PARIS COUNTDOWN TRIPS | New Year 2013 | ปีใหม่ 2556 : Pic-AD-Paris-New-year-Travelpro-900

PARIS COUNTDOWN TRIPS ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ณ กรุงปารีส  26 DEC 2012 - 3 JAN 2013

 ร่วมเค้าน์ดาวน์ ณ ลานน้ำพุ จัตุรัสคองคอร์ด กลางกรุงปารีส 

 เยือน มงต์-แซงต์์-มิเชล"Mont Saint Michel" วิหารบนเกาะกลางทะเล ศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งนึงในยุโรป

ปีใหม่ 2556 | New Year 2013 | ชมอนุสรณ์สถานพิพิธภัณฑ์ฺ  เพื่อสันติภาพ | ชมป้อมปราการเมืองแซงต์ มาโล | ชมปราสาทลุ่มแม่น้ำลัวร์ฯ | ชมปราสาทของบอร์ด | ชมพระราชวังฟงแตนโบล | ชมพระราชวังแวร์ซายส์

TRAVELPRO. เที่ยวกับเรา คุ้มค่า ได้ภาพสวย

วันเดินทาง
26 ธันวาคม - 3 มกราคม 2556
ราคาท่านละ
125,000 .- บาท กรุ๊ปเต็ม

กำหนดการเดินทาง

วันแรกของการเดินทาง   กรุงเทพฯ - ปารีส

  • 21.00 น. คณะผู้เดินทางพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 เค้าน์เตอร์ C เพื่อตรวจเช็คเอกสาร และสัมภาระของการเดินทาง
  • โดยมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ให้การต้อนรับและเอื้อำนวยความสะดวกแดท่าน

วันที่สองของการเดินทาง  ปารีส - ก็อง - มง แซ็ง มิเชล

  • 00.10 น. คณะเดินทาง สู่ กรุงปารีส โดยเที่ยวบินที่ TG.930
  • 06.50 น. คณะเดินทางถึง สนามบิน ชาลส์โดลโกลส์ ประเทศฝรั่งเศสระยะทาง 254 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 2.45 ชั่วโมง (ไม่รวมแวะระหว่างทาง 1 จุด) หลังจากผ่านขั้นตอนการตรวจเอกสาร หนังสือเดินทางและรับสัมภาระของการเดินทางแล้ว

* นำท่านเดินทาง สู่ เมืองก็อง (Caen) เป็นเมืองหลวงของจังหวัดกาลวาโดส และเมืองหลวงของแคว้นบัส-นอร์ม็องดีในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่มีสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ รวมทั้งสิ่งก่อสร้างที่สร้างในสมัยของ วิลเลียมแห่งนอร์ม็องดี และเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่ง ของยุทธการแห่งนอร์มังดี ในปี ค.ศ.1944 ที่ทำลายตัวเมืองเสียหายมาก

  • 08.30 น. แวะรับประทานอาหารเช้า ชา - กาแฟ ขนมปังครัวซองส์ Rest Area ระหว่างการเดินทาง จากนั้นนำท่านและคณะเดินทาง สู่ เมืองก็อง Caenชม “อนุสรณ์สถานพิพิธภัณฑ์เพื่อสันติภาพ” (Memorial de Caen)

** พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เปิดเป็นทางการเมื่อ 6 มิถุนายน 1988 (ครบรอบปีที่ 44 ในวันดีเดย์) โดยประธานาธิบดีฝรั่งเศส Fran?ois Mitterrand ภายในเก็บเรื่องราวเกี่ยวกับการรบ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยประวัติศาสตร์ของแคว้นนอร์มังดี มีอาคารกว่า 200,000 หลัง ได้ถูกทำลาย และผู้คนเสียชีวิตนับแสน ในการยกพลขึ้นบกในวันดี-เดย์ ตลอดจนเรื่องราวของผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพคนแรก คือ ฌอง อองรี ดูนองต์ (Jean Henri Dunant) ในปี ค.ศ. 1901 จนถึงปัจจุบัน ปี 2011 คือ เอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ, เลย์มาห์ โบวี และ ทาวัคกุล คาร์มานในหัวข้อเรื่อง

 "สำหรับการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อสิทธิและความปลอดภัยของสตรี ในการมีส่วนร่วมด้านสันติภาพ"

  • จากนั้นนำท่าน ชมโบสถ์ St Pierre ซึ่งอยู่ในดาวน์ทาวน์ของเมือง เป็นโบสถ์ที่ถูกสร้างตั้งแต่ในสมัยศตวรรษที่ 13 และ 14 จนกระทั่งมาต่อเติมสร้างเพิ่มเติมในศตวรรษที่ 16 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ โกธิคและเรนเนสซองส์

** ด้วยความสูงของหอนาฬากา มึความสูง 75 เมตร (245 ฟุต) ซึ่งสร้างในปี ค.ศ. 1308 ต่อมาตัวยอดแหลมของหอนาฬิกาถูกทำลายในปี 1944 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และบูรณะให้เป็นอย่างปัจจุบันในเวลาต่อมา

  • จากนั้นนำท่านผ่านย่าน มหาวิทยาลัยแห่งเมืองก็อง ซึ่ง ฯพณฯท่านปรีดี พนมยงค์ ได้สำเร็จการศึกษาเป็น “บาเชอลิเย” กฎหมาย (Bachelier en Droit) และได้เป็น “ลิซองซิเย” กฎหมาย (Licenci? en Droit)

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน

บ่าย หลังอาหาร นำท่านเดินทาง สู่ มงแซงต์ มิลเชล Mont Saint Michelระยะทาง 122 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1.25 ชั่วโมง (ไม่แวะระหว่างทาง) คณะเดินทางถึง มงแซงต์ มิลเชล Mont Saint Michel ซึ่งองค์การยูเนสโก ประกาศให้เป็นมรดกโลก ในปี 1979 เป็นศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป ตัววิหารตั้งอยู่บนหินแกรนิตขนาดใหญ่ เป็นศาสนสถานสำหรับบำเพ็ญสมาธิและสันโดษ มาตั้งแต่โบราณ

  • นำท่านชม มงแซงต์-มิเชล ศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เริ่มตั้งแต่ ค.ศ.708 เมื่อโอแบรต์ (Aubert) เจ้าอาวาสโบสถ์เมืองอาวรองช์ (Avranches) สร้างโบสถ์บนเกาะนี้ ตามบัญชาของนักบุญมิเชล (Saint Michel) ซึ่งมาให้นิมิตหลายครั้ง การสร้างโบสถ์นี้ลำบากยากเข็ญ เพราะต้องนำหินแกรนิตมาจากเกาะโชเซย์ (iles Chaussey) หรือจากเบรอะตาญ (Bretagne) อันเป็นแคว้นใกล้เคียง ทั้งยังต้องลำเลียงหินสู่ยอดเขา

* มงต์-แซงต์-มิเชลกลายเป็นที่จาริกแสวงบุญของคริสต์ ศาสนิกชนผู้ที่เคร่งศาสนา จะเดินข้ามจากแผ่นดินใหญ่ ไปยังเกาะยามน้ำทะเลลด หากกระแสน้ำเปลี่ยนเร็วมาก จึงทำให้ผู้จาริกแสวงบุญเสียชีวิตอยู่เนืองๆ ระหว่างศตวรรษที่ 11 ถึงศตวรรษที่ 16 มีการสร้างเพิ่มเติม ในศตวรรษที่ 10 นักบวชเบเนดิคตีนมาปักหลักที่นี่ ผู้คนค่อยๆ มาอพยพมายังเกาะ ตั้งหมู่บ้านที่เชิงเขา

* สภาพภูมิประเทศของ มงต์-แซงต์-มิเชลทำให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของอังกฤษระหว่าง สงครามร้อยปี อย่างไรก็ตาม แบบสถาปัตยกรรมของ มงต์-แซงต์-มิเชล เป็นป้อมปราการที่พร้อมรับ มือข้าศึกช่วงปฏิวัติฝรั่งเศสจนถึง ค.ศ.1863 มงต์-แซงต์-มิเชล กลายเป็นที่คุมขังนักโทษ

* ต่อมาในค.ศ.1874 รัฐจัดให้ มงต์-แซงต์-มิเชลเป็นโบราณสถาน และทำการบูรณะครั้งใหญ่ โบสถ์เล็กๆ กลายเป็นวิหารขนาดใหญ่ ด้วยการใช้โบสถ์เก่าเป็นฐานใน ค.ศ.1969 นักบวชเริ่มกลับมายัง มงต์-แซงต์-มิเชล ทำให้มีกิจกรรมทาง ศาสนาอย่างต่อเนื่อง ในค.ศ.1979 ยูเนสโกประกาศให้มงต์-แซงต์-มิเชลเป็นมรดกโลก วิคตอร์ อูโก (Victor Hugo) นักเขียนเพื่อชีวิตผู้ยิ่งใหญ่เปรียบ มงต์-แซงต์-มิเชล ของฝรั่งเศสดุจดั่ง พีระมิดใหญ่ของอียิปต์

ค่ำ รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตคาร ในโรงแรม

  • นำท่านเดินทาง สู่ ที่พัก

พักที่ Hotel Mercure Mont St Michel, 50170 Le Mont-Saint-Michel, หรือเทียบเท่าระดับเดียวกัน

วันที่สามของการเดินทาง  มง เซ็ง มิเชล - แซงต์ มาโล - ตูร์

  • 07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ที่ ห้องอาหารของโรงแรม ระยะทาง 51.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 45 นาที (ไม่แวะระหว่างทาง)
  • 08.00 น. หลังอาหาร นำท่านเดินทาง สู่ เมืองท่าที่มีชื่อเสียง ทางชายฝั่งเหนือของประเทศฝรั่งเศส ที่ เมืองแซงต์ มาโล (St. Malo) เมืองที่ได้ชื่อว่าเมืองแห่งท้องทะเล และกำแพงเมืองเก่า ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนและรื่นเริง กับสถานบันเทิง อย่างคาสิโน

* นอกจากนี้ ยังเป็นเมื่องที่น่าสนใจเรื่อง อุทกศาสตร์ด้วย เพราะที่นี้น้ำขึ้น-น้ำลง แตกต่างกัน 15 เมตร ภายในหนึ่งวันคณะ เดินทางถึงเมืองแซงต์ มาโล (St.Malo) ผ่านชมท่าเทียบเรือยอร์ซ ของบรรดาเหล่าเศรษฐี ที่มาลอยลำจอดเทียบท่าตลอดทั้งปี 

  • จากนั้นนำท่านชมป้อมปราการเมืองแซงต์ มาโล (Saint Malo) ที่ตั้งด่านสำคัญงของจังหวัดอีลล์-เอต์-วีแลน (Ille-et-Vilaine) แคว้นเบรอตาญ เป็นเมืองชายฝั่งที่มีขนาดเล็กมีกำแพงล้อมรอบตัวเมือง แม้ว่าบางส่วนจะถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตั้งแต่เริ่มแรก

** เริ่มต้นตั้งแต่ทหารชาวโรมันเริ่มสร้างป้อมปราการ เพื่อเป็นด่านกักเก็บภาษีบรรดาเรือสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบฯ และเรือสินค้าพาณิชย์ ต่างๆ จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงสภาพจากป้อมเล็กๆ เป็นป้อมปราการที่ใหญ่ และเริ่มต้นในการสร้างชุมชนในเวลาต่อมา และเป็นเมืองที่มีความสำคัญ ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และในปี 1967 ได้ถูกผนวกรวมเข้าเป็นแคว้นใหญ่

* นำท่านชมโบสถ์แซงต์ มาโล (Saint Malo Cathedral) โบสถ์เก่าแก่นิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งเริ่มตั้งก่อสร้างวัด โดย เซนต์แอรอน และนักบุญเบรนแดน ในช่วงต้นศตวรรษที่ 6 โดยที่ต่อมาได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมและบูรณะ ในราวปี ค.ศ. 1108 และชื่อของโบสถ์ก็กลายเป็นชื่อของเมือง โดยเอาชื่อมาจากลูกศิษย์ของเบรนแดน คือ Saint Malo หรือ Maclou

* นำท่านเดินไปยัง โซลีโดร ทาวเวอร์ (Solidor Tower) อาคารเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมทะเล ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงสมัยศตวรรษที่ 14 หรือในช่วงระหว่างปี 1369 - 1382 โดย John V ดยุคแห่งเบรอตาญ โดยภายในเป็นที่เก็บรวบรวมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเดินเรือ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในเดินเรือในทะเลอีกจำนวนมาก

** อิสระกับการชื่นชมวิว-ทิวทัศน์ที่งดงามของปากแม่น้ำ Rance ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีพลังงานน้ำขึ้น-น้ำลงแห่งแรกและใหญ่ที่สุดของโลก (Rance Tidal Power Station) และยังเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำขึ้น-น้ำลง

  • 11.00 น. จากนั้นนำท่านเดินทาง สู่ เมือง Rennes แรนน์แรน ระยะทาง 70 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1.10 ชั่วโมง (ไม่แวะระหว่างทาง)
  • 12.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารไทย Siam Restaurant 1 Rue des Carmes  35000 Rennes Franceหลังอาหาร ผ่านชมอาคารเทศบาลเมือง Rennes place de la R?publique นำท่านชมมหาวิหารแซ็ง-ปีแยร์แห่งแรนส์ระยะทาง 253 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง (รวมแวะระหว่างทาง 1 จุด)

* ออกเดินทาง สู่ เมืองตูร์ Tours ศูนย์กลางของดินแดนที่ได้รับสมญานามว่าอุทยานแห่งประเทศฝรั่งเศส ซึ่งได้มีการกล่าวชมไว้ในหนังสือ The Lily of the Valley และเป็นเมืองหน้าด่าน ของการผ่านเข้าไปท่องเที่ยวปราสาท ลุ่มแม่น้ำลัวร์ ซึ่งเป็นดินแดนที่มีความงาม และความมั่งคั่งในหลายศตวรรษที่ผ่านมา ในสมัยก่อนบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของราชสำนักฝรั่งเศส ที่อยู่ของข้าราชบริพาร และท่านเคานท์ ผู้ต้องการจะก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ อีกทั้งยังเป็นเมืองศูนย์กลางของแคว้นลัวร์ และเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 12 ของฝรั่งเศส

  • 17.00 น. (เวลาโดยประมาณ) คณะเดินทางถึง เมืองตูร์ นำท่านเดินทางเข้า สู่ ที่พัก โรงแรม Hotel de L'Univers หรือเทียบเท่า5 Boulevard Heurteloup, 37000 Tours  จากนั้นเชิญท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย

ค่ำ รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคารหลังอาหาร

  • นำท่านเดินทางกลับที่พัก

ที่พัก โรงแรม Hotel de L'Univers หรือเทียบเท่า 5 Boulevard Heurteloup, 37000 Tours

วันที่สี่ของการเดินทาง  เมืองตูร์ - ปราสาทลุ่มแม่น้ำลัวร์ฯ 

  • 07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ที่ ห้องอาหารของโรงแรมหลังอาหาร นำท่านเดินทางเลียบชายฝั่งลุ่มแม่น้ำลัวร์ เพื่อเที่ยวชมปราสาทงาม ที่ตั้งอยู่เรียงรายริมสองฝั่งแม่น้ำลัวร์ ระยะทาง 25.2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 35 นาที (ไม่รวมแวะระหว่างทาง)

* นำท่านชมปราสาทอองบัวซ์ (Ch?teaux Amboise) ที่สวยงามแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น ในคริสตศตวรรษที่ 11 ครั้งหนึ่งเคยเป็นพระราชวังหลวง ในช่วงปีคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 กษัตริย์ของฝรั่งเศสหลายพระองค์ โปรดที่จะประทับ ณ ปราสาทแห่งนี้

** ตัวปราสาทจะเห็นเป็นอาคารสองส่วน ที่มาทำมุมประกอบกันเป็นหนึ่งเดียว โดยส่วนแรกเป็นสไตล์โกธิค คือ ปีกส่วนของ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 8 (l'aile Charles VIII) และอีกส่วนนึงเป็นสไตล์ เรอเนสซองส์ คือปีกส่วนของพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 กับพระเจ้าฟรองซัวร์ที่ 1 (l'aile Louis XII et Fran?ois Ier) โดยเฉพาะในสมัยสงครามอิตาลี ต้นศตวรรษที่ 14 สมัยพระเจ้าฟรังซัวร์ที่ 1 ทรงเป็นที่ซึ่งชักชวนให ้ศิลปินเอกแห่งอิตาลี “ลีโอนาร์โด ดาวินชี” มาพำนักอยู่ที่เมืองนี้ และเป็นผู้ที่ได้นำเอาศิลปะ แบบเรอเนซองส์ของอิตาลี เข้ามามีอิทธิพลในบริเวณแถบนี้ด้วย

** ลีโอนาร์โด ดา วินชี่ ได้ใช้ชีวิตบั้นปลาย 3 ปี ในเมืองอองบัวส์นี้ ก่่อนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 1519 แล้วนำท่านลัดเลาะไปชมสถานที่สำคัญอื่นๆ ของเมือง ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ไปรษณีย์ หอนาฬิกา ตลาด รวมไปถึงลานน้ำพุ ที่มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษ 19

  • จากนั้น นำท่านเดินทาง สู่ เมืองบลัวส์  Blois เมืองสองฝั่งแม่น้ำลัวร์ระยะทาง 35.9 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 45 นาที (ไม่รวมแวะระหว่างทาง)คณะเดินทางถึงเมืองบลัว Blois เมืองเพชรน้ำเอกลุ่มแม่น้ำลัวร์ 

* นำท่านชมปราสาทบลัวส์ Chateau de Blois ซึ่งใช้เวลานานถึง 4 ศตวรรษในการสร้าง สถาปัตยกรรมจึงเป็นส่วนผสม ของศิลปะในช่วงเวลาดังกล่าว ปราสาทบลัวส์ประกอบไปด้วยปราสาท 4 หลังในสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกัน ในศิลปะแบบกอธิกส์ เรอเนซองส์ อิตาเลียน และ เฟรนช์คลาสสิกสไตล์ ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ บันไดวน และลวดลายศิลปะด้านหน้าอาคาร

** ปราสาทแห่งนี้ ตกทอดกันมาหลายยุคหลายสมัย ได้รับการต่อเติมหลายต่อหลายครั้ง จนในที่สุดก็กลายเป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่มีถึง 4 ปีกด้วยกัน โดยที่แต่ละปีก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรม ที่ล้วนแตกต่างกัน ตั้งแต่ - ยุคกลาง ศตวรรษที่ 13 ก่อสร้างด้วยสไตล์โกธิค ซึ่งกลายเป็น Gothic hall ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส

- The Louis XII wing ในช่วง 1498-1503 ซึ่งเป็นลักษณะแบบ Flamboyant

- The Francois I wing ก่อสร้างในระหว่างปี 1515-1524 ที่โดดเด่นที่สุดคือ บันไดรูปแปดเหลี่ยม (octagonal staircase) ซึ่งถือเป็น masterpiece ของ early French Renaissance โดยมีพระราชลัญจกรประจำพระองค์ (Francois I) คือ ซาลาแมนเดอร์ salamander ส่วนพระราชลัญจกรประจำกษัตริย์ Louise XII คือ ตัวเม่น ซึ่งจะพบเห็นเม่นมีมงกุฏ ลอยอยู่บนหัวให้เห็นอยู่บ้าง

- The Gaston d' Orleans wing สร้างในระหว่างปี 1635-1638  พระอนุชาของกษัตริย์ Louise XIII ปีกนี้ก่อสร้างด้วยสไตล์ Classicism ซึ่งถือว่าเป็น masterpiece อีกชิ้นหนึ่งของฝรั่งเศส - เส้นทางทัวร์ภายในปราสาทแห่งนี้ ส่วนใหญ่จะอยู่ภายในปีก Francois I ซึ่งถือเป็นปีก ที่มีความโดดเด่นที่สุดของปราสาทแห่งนี้

  • 12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร Osaka 14 Rue St Lubin, 41000 Blois, Franceหลังอาหาร จากนั้นนำท่านเดินทาง สู่ ปราสาทเชอนงโซ Chateau de Chenonceau ระยะทาง 41.7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 45 นาที (ไม่รวมแวะระหว่างทาง)

* คณะเดินทางถึง ปราสาทเชอนงโซ Chateau de Chenonceau ปราสาทหลังนี้ จะออกแนวสวยหวาน สวยสมกับเจ้าของ ที่เปลี่ยนมือมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งล้วนเป็นสุภาพสตรีผู้สูงศักดิ์ทั้งสิ้น นับตั้งแต่ Catherine Briconnet จากเดิมที่เป็นปราสาทในยุคกลาง ให้กลายเป็นปราสาทในสไตล์ Renaissance ในปี 1512 ได้ มีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของมาตลอดระยะเวลาหลายปี และก็มีรายการก่อสร้าง ซ่อมแซม ปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา

** โดยที่ปราสาท เชอนองโซ แห่งนี้ พระเจ้าฟรังซัวร์ที่ 1 โปรดเสด็จมาที่นี่เป็นประจำ ต่อมาตกเป็นสมบัติของ พระเจ้าอองรีที่ 2 พระโอรสของพระเจ้าฟรังซัวร์ที่ 1 พระเจ้าอองรีที่ 2 ทรงอภิเษกกับพระนางแคเธอรีน (Catherine de Medici) แต่ทรงโปรดสาวงามนางหนึ่ง และได้ยกปราสาทเชอนองโซ ให้เป็นที่อาศัยของ พระสนม ดิอาน (Diane de Poitiers)

** ดิอานโปรดปรานปราสาทแห่งนี้มาก จึงได้สร้างสะพานเชื่อมจากปราสาท ไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำแชร์ ต่อมาเมื่อพระเจ้าอองรีที่ 2 เสด็จสวรรคต พระนางแคเธอรีนได้ยึดปราสาทเชอนองโซจากพระสนม ดิอาน และเสด็จประทับที่ปราสาทแห่งนี้แทน พระนางได้สร้างปราสาทสองชั้น เหนือสะพานของดิอาน

* ตอนเย็นปราสาทแห่งนี้ จะเรืองรองด้วยแสงไฟจากงานเลี้ยงรื่นเริง ซึ่งส่องแสงสะท้อน บนน้ำที่นิ่งสงบของแม่น้ำแชร์ ห้องนอนของดียาน เดอ ปัวตีเย Diane de Poitiers ผู้เป็นพระสนมเอกของพระเจ้าอ็องรีที่ 2 ซึ่งได้โปรดให้สร้างสวนขึ้นมาทาง ด้านข้างของพระราชวังห้องเขียว ห้องประทับของพระราชินีแคทเธอริน เด เมดิชิ ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน แทนพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส

** พระราชโอรส เมื่อยังทรงพระเยาว์เมื่อปี ค.ศ. 1560 ทรงปกครองฝรั่งเศสจากห้องทรงพระอักษร ในวังเชอนงโซห้องนี้ บนเพดานคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งยังเป็นเพดานเดิม ยังพอมองเห็นอักษรไขว้ “C” และตู้อิตาลี จากคริสต์ศตวรรษเดียวกัน 2 ตู้ สองข้างประตูห้องนอนพระเจ้าฟร็องซัวที่ 1 ห้องนี้มีเตาผิง แบบเรอเนซองซ์บนแท่นเหนือเตาผิง เป็นคำขวัญของทอมัส โบเย “S'il vient ? point, me souviendra” ซึ่งแปลว่า “ถ้าสร้างวังได้ก็จะมีคนระลึกถึง” เหนือประตูเป็นตราของโบเย เครื่องตกแต่งก็มีโต๊ะแบบฝรั่งเศส สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ ตู้แบบอิตาลีที่สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 16

** สิ่งที่น่าสนใจคือ ปากกาหมึกซึมงาช้างฝังมุก ซึ่งเป็นของขวัญแต่งงานที่ แมรีสจ๊วต มอบให้พระเจ้าฟร็องซัวที่ 2 ห้องพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1650 พระเจ้า หลุยส์ที่ 14 เสด็จมาเยี่ยมวังเชอนงโซ หลังจากนั้นทรงมอบภาพเหมือนโดยอิยาซินธ์ ริโกด์  (Hyacinthe Rigaud) ให้แก่ดยุกเซซาร์ เดอ แวงดมผู้เป็นลุง ซึ่งมีกรอบที่ทำอย่างสวยงาม ทำด้วยไม้สี่ชิ้นโดย เลอโปทร์ (Lepautre) พร้อมกับเฟอร์นิเจอร์ที่บุด้วยพรมทอจาก โอบูซอง และตู้แบบบูล (Boulle) เพื่อเป็นที่ระลึก ในการทรงมาเยี่ยม 

** ห้องนอนห้าราชินี ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 ห้องนอนฯนี้ได้มีการสร้างและปรับปรุงใหม่ เพื่อเป็นระลึกถึง พระราชินีที่เสด็จมาประทับที่แห่งนี้ โดยมีการติดตราประจำพระองค์ของพระราชินีทั้งห้าไว้ ซึ่งหมายถึง พระราชินีมาร์โกท์ (Marguerite de Valois) พระชายาของพระเจ้าอ็องรีที่ 4, พระราชินีเอลิซาเบธแห่งวาลัวร์ (Elisabeth of Valois) พระชายาของพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งสเปน, พระชายาของพระเจ้าฟร็องซัวที่ 2, พระราชินีเอลิซาเบธแห่งออสเตรีย (Elisabeth of Valois) พระชายาของพระเจ้าชาร์ลที่ 9, พระราชินีลุยส เดอ ลอเรน-โวเดมง พระชายาของพระเจ้าอ็องรีที่ 3 

  • นำท่านชมห้องต่างๆใน ปราสาท เช่นห้องครัวที่อยู่ใต้สุดของอาคาร ฯลฯ จากนั้นนำท่านเดินทางกลับ สู่ เมืองตูร์ระยะทาง 32.2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 45 นาที (ไม่รวมแวะระหว่างทาง)

เย็น คณะเดินทางถึงเมืองตูร์ อิสรตามอัธยาศัย หรือท่านจะเดินเล่นในย่านเมืองเก่า หรือย่านโบสถ์แห่งเมืองตูร์ ซึ่งสร้างอุทิศแด่ บิชอปแซงต์กาเตียง (Saint-Gatien) โบสถ์สร้างในปี ค.ศ.1170 เพื่อแทนโบสถ์หลังเดิม ที่ถูกไฟไหม้ในสงครามเมื่อปี1166 แต่สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่เป็นศิลปะแบบกอธิกส์ยุคศตวรรษที่ 15 

  • จากนั้นนำคณะเดินเล่นบริเวณใจกลางของเมืองเก่า จะเป็นที่ตั้งของจัตุรัส Plumereau เป็นศูนย์กลางของเมืองตูร์ โดยจัตุรัสถูกโอบล้อมไปด้วย เหล่าอาคารบ้านเรือนยุคกลางซึ่งบางส่วนเป็นไม้ซุง นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารและผับ ตั้งเรียงรายเต็มไปหมด และไม่ไกลจากจัตุรัส

** คุณสามารถไปชม โบสถ์เซนต์มาร์ติน (Saint Martin Basilica) โบสถ์ที่สร้างขึ้นเพื่อทุ่มเทให้กับเซนต์มาร์ติน (Saint Martin) บิชอปแห่งตูร์ ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1886 - 1924 ในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบนีโอไบเซนไทน์ (Neo-Byzantin) ออกแบบโดยสถาปนิก Victor Laloux ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น "อนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์" ในปี 1840

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารไหมไทย Mai Thai 24 Rue Bretonneau 57000  Tours หลังอาหาร

  • นำท่านเดินทางกลับที่พัก

ที่พัก ที่ โรงแรม Hotel de L'Univers หรือเทียบเท่า 5 Boulevard Heurteloup, 37000 Tours

วันที่ห้าของการเดินทาง  เมืองตูร์ - ปราสาทชองบอร์ด - ฟองเตลโบล - ปารีส

  • 07.00 น. รับประทานอาหารเช้า ที่ ห้องอาหารของโรงแรมหลังอาหาร เดินทางปราสาทชองบอร์ด Chateau de Chambord ปราสาทใหญ่ที่สุด ในลุ่มแม่น้ำลัวร์ระยะทาง 81.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1.20 ชั่วโมง (ไม่รวมแวะระหว่างทาง)

* เดินทางถึง ปราสาทชองบอร์ด Chateau de Chambord ที่สร้างด้วยสไตล์เรอเนซองส์แบบฝรั่งเศส ในพระเจ้าฟรังซัวร์ที่ 1 หลังจากที่พระองค์ได้ครอบครองเมืองมิลาน และได้เห็นสถาปัตยกรรม แบบเรอเนซองส์อิตาลี พระองค์จึงมีพระประสงค์ที่จะสร้างปราสาท ให้เป็นที่อิจฉาของยุโรป ในสมัยนั้นพระองค์ทรงโปรดการล่าสัตว์ จึงสร้างปราสาทหลังนี้ขึ้นในป่า เพื่อสะดวกกับการล่าสัตว์ บริเวณปราสาทจะมี กวาง หมูป่า เดินอยู่รอบๆ

** โดยผู้ที่ออกแบบ ในการก่อสร้างสถาปัตยกรรม ที่เป็นต้นแบบ คือ ลีโอนาโด ดาวินชี มาจรรโลงสรรสร้างให้ปราสาทหลังดังกล่าวงดงามอย่างในปัจจุบัน จุดเด่นของปราสาทนี้ คือ บันไดวน The Double Staircase ซึ่งสร้างคู่กันเพื่อขึ้นและลง ไม่ต้องสวนกัน

** แต่หลังจากที่พระองค์สวรรคต ปราสาทแห่งนี้ได้ถูกทิ้งร้างเป็นเวลากว่า 400 ปีปราสาทชองบอร์ด (Chambord) เป็นปราสาทที่ ออกพระวิสุทธิสุนทร (ปาน) อัครราชทูตกรุงสยาม ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เคยพำนักเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2229 ครั้งที่เดินทางไปเจริญ สัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส 

  • นำท่านชมด้านในปราสาท ซึ่งจะพบกับหอคอยหลัก ซึ่งถูกใช้เป็นป้อมปราการในอดีต และชมบันไดเวียนขนาดใหญ่ ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 10 เมตร บันไดแห่งนี้เป็นบันไดเกลียว ซ้อนกันสองชั้น เหมือนกับมีบันไดอีกหนึ่งซ่อนอยู่ในบันไดที่เห็น ด้วยการออกแบบอันชาญฉลาด ผู้ที่เดินขึ้นและลงบนบันไดเวียนแห่งนี้ จะไม่มีทางมาพบกันได้เลย ซึ่งบันไดเวียนนี้ ช่วยให้กษัตริย์ฟรองชัวที่ 1 ทรงหนีหน้าจากเหล่าข้าราชสำนักได้ง่ายขึ้น และอิทธิพลจากศิลปะแบบอิตาเลียนเรเนซองค์ ก็ทำให้ปราสาทชองค์บอร์ด มีทั้งความงดงามและสง่างาม ในเวลาเดียวกัน

** ตัวปราสาทมีหอที่ใหญ่ 6 อัน ห้อง 440 ห้อง เตาข้างกำแพง 365 เตา และบันได 84 แห่งชมห้องกษัตริย์ฟรองซัวที่ 1 พระองค์ทรงแวดล้อมไปด้วย เหล่าบริวารมากมาย การออกแบบภายใน จึงต้องสอดคล้องกับการใช้ชีวิตในวัง ห้องส่วนใหญ่จะมีเตาผิงติดตั้งไว้ด้วยเสมอ สูงขึ้นไปบนเพดาน เป็นหอคอยจำนวนมาก ซึ่งก็คือ ปล่องไฟจากห้องต่าง ๆ นั้นเอง

** การออกแบบเตาผิง ที่มีประจำอยู่แทบทุกห้อง ก็เพื่อให้แขกผู้มาเยือน ได้รับความอบอุ่นตลอดเวลาที่อยู่ในปราสาทชองบอร์ด และที่หอคอยกลาง สถานที่ซึ่งกษัตริย์ฟรองซัวที่ 1 ทรง โปรดปรานใช้ดูวิวทิวทัศน์ และการสวนสนามของเหล่าทหารรักษาพระองค์ ในสมัยก่อน

  • จากนั้นนำท่านชม ห้องต่างๆ และสถาปัตยกรรมการก่อสร้างที่เป็นรูปแบบของปราสาทที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ และสวยงามที่สุดในย่าน ลุ่มแม่น้ำลัวร์เดินทาง สู่ พระราชวังฟองเตนโบล พระราชวังหลวงสมัยจักรพรรดินโปเลียนมหาราชระยะทาง 48.7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง (รับประทานอาหารกลางวัน)
  • 12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารพื้นเมือง (Local Meal) ที่เมืองออร์เลอ็อง Orl?ans หลังอาหาร ช่วงบ่าย นำท่านเดินทาง สู่ พระราชวังฟองเตนโบลระยะทาง 129 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1.30 ชั่วโมง (ไม่รวมแวะระหว่างทาง)15.00 น. คณะเดินทางถึง “พระราชวังฟงแตนโบล” อีกหนึ่งพระราชวังที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การมรดกโลกโดย ในปี ค.ศ. 1981

* นำท่านชมเรื่องราวของประวัติศาสตร์ของพราะราชวังฯ ที่มีความเป็นมาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยที่ปราสาทฟงแตนโบล สร้างตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ที่สร้างโดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 พระราชวังฟงแตนโบล Palace of Fontainebleau เป็นพระราชวังหลวงที่ใหญ่ที่สุด พระราชวังหนึ่งของฝรั่งเศส สิ่งก่อสร้างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นงานที่สร้างขึ้น และต่อเติมเปลี่ยนแปลง โดยพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสหลายพระองค์

** ส่วนที่ก่อสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นส่วนที่สร้างโดยพระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 โดยมีทอมัส เบ็คเค็ทเป็นผู้ประกอบพิธีสถาปนาชาเปล ฟงแตนโบลเป็นที่ประทับอันเป็นที่โปรดปราน ของพระเจ้าฟิลิปที่ 2 และ พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แต่ในระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1789 พระราชวังฟงแตนโบลถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "Fontaine-la-Montagne" ซึ่งมีความหมายว่า น้ำพุใกล้เนินเขา และเมื่อมาถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 พระราชวัง ก็ตกอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมลง เป็นอันมาก

** ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส เฟอร์นิเจอร์เดิมก็ถูกขายทอดไป ในช่วงเดียวกับที่เฟอร์นิเจอร์ ของพระราชวังหลวงของฝรั่งเศสทั้งหลาย ถูกทำลายและ ขายไปจากทุกพระราชวัง เพื่อหาทุนในการต่อต้านไม่ให้ราชวงศ์บูร์บอง เข้ามาใช้ได้อีก แต่จะอย่างไรก็ตามภายในสิบปี หลังจากนั้น จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ก็ทรงเปลี่ยนโฉมของฟงแตนโบล ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความมียิ่งใหญ่ และความรุ่งเรืองของฝรั่งเศส แทนที่พระราชวังแวร์ซายส์ที่ถูกทิ้งว่างไว้

** ในปี ค.ศ. 1804 จักรพรรดินโปเลียน ก็ทรงเป็นเจ้าภาพต้อนรับ สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 7 ที่ พระราชวังฟงแตนโบล เมื่อเสด็จมาทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และอีกครั้งระหว่างปี ค.ศ. 1812 ถึงปี ค.ศ. 1814 เมื่อพระสันตะปาปา ทรงถูกนำตัวมาเป็นนักโทษ ของนโปเลียน

* ชมห้องพระราชพิธีต่างๆ ตลอดจนพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีเรื่องราวและประวัติศาสตร์ ซึ่งครั้งหนึ่งราชฑูตไทย เคยเดินทางไปถวายการเข้าเผ้า พระเจ้านโปเลียนที่ 3 “พระราชวังฟงแตนโบล” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1981

  • จากนั้นนำท่านเดินทาง เข้า สู่ มหานครปารีส นครแหงสีสัน แฟชั่นชั้นนำของโลกระยะทาง 73.6 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง (ไม่รวมแวะระหว่างทาง)

ค่ำ.... รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตคารไทย

  • นำท่านเดินทาง สู่ ที่พัก

ที่พัก ที่ โรงแรม Hotel Mercure Paris หรือเทียบเท่า

วันที่หกของการเดินทาง  ปารีส - เค้าน์ดาวน์

  • 08.00 น. รับประทานอาหารเช้า ที่ ห้องอาหารของโรงแรม (เรียนแจ้ง คณะผู้เดินทาง วันนี้เป็นรายการเดินเที่ยว แวะถ่ายรูปตามสถานที่ท่องเที่ยวตางๆ จะไม่มีรถบัสบริการท่านผู้เดินทาง เนื่องจากสภาพการจราจรของมหานครปารีส รถจะติด... แต่จะเดินทางท่องเที่ยวโดยใช้รถไฟใต้ดิน โดยมีตั๋วรถไฟให้ทุกท่าน (กรุณาเตรียมสัมภาระที่จะใช้ เพื่อความคล่องตัว และโปรดระวังเรื่องสัมภาระ และกระเป๋าส่วนตัวของท่านด้วย)
  • 09.00 น. นำท่านเที่ยวชม มหานครปารีส ดินแดนแห่งความสวยงาม หนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่ล้ำสมัยแห่งหนึ่งของโลก และด้วยอิทธิพลของการเมือง การศึกษา บันเทิง สื่อ แฟชั่น วิทยาศาสตร์ และศิลปะ ทำให้กรุงปารีส เป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยกรุงปารีสนั้นถือว่าเป็นหนึ่งใน 4 นครสำคัญของ โลก อีกสามนครคือ ลอนดอน, โตเกียว และ นิวยอร์ก 

* นำท่านชมหอไอเฟล (Eiffel Tower) สัญลักษณ์ของฝรั่งเศส เป็นหอคอยโครงสร้างเหล็ก ที่ตั้งอยู่บนชองป์ เดอ มารส์ (Champ de Mars) บริเวณแม่น้ำแซน หอไอเฟล มีความสูง ประมาณ 300 เมตร (986 ฟุต) ซึ่งไม่รวม เสาอากาศ 24 เมตร (72 ฟุต) ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2430 - พ.ศ. 2432 (ใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 ปี 2 เดือน 5 วัน) ปัจจุบันถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีความสำคัญและมีชื่อ เสียง ทั้งยังเป็นสิ่งก่อสร้าง ที่สูงเป็นอันดับที่ 5 ในประเทศฝรั่งเศสและสูงที่สุดในกรุงปารีส และเคยเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก 

  • จากนั้นนำท่านชมโอเตล เดส์ แซงวาลีดส์ (Hotel des Invalides) อาคารมหึมาซึ่งด้านหน้าเรียงรายด้วยปืนใหญ่หลายสิบกระบอก ไม่ต้องบอกก็รู้ได้เลยว่า ต้องเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับทหารอย่างแน่นอน แองวาลีดส์สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพื่อใช้เป็นที่พักรักษาพยาบาลทหารผ่านศึก ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถาน และพิพิธภัณฑ์ที่แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติ ศาสตร์การทหารของฝรั่งเศส ภายในประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ทหาร (Mus?e de l'Arm?e) จัดแสดงชุดทหารออกศึกในสมัยก่อน อุปกรณ์ที่ใช้ในการรบ ฯลฯ

** พิพิธภัณฑ์จำลองสภาพทางภูมิประเทศของเมือง และสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ทหาร (Mus?e des Plans-Reliefs) และ l’Eglise du D?me โบสถ์หลังคารูปโดมยอดแหลมสีทองอร่าม ซึ่งห้องใต้ดินของโบสถ์ (la crypte) เป็นสถานที่เก็บโลงศพของจักรพรรดินโปเลียน นอกจากนี้ยังมีโลงศพของจอมพลสำคัญๆ ตั้งแต่สมัยจักรวรรดิที่ 1 (1804 - 1814) และสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เก็บรักษาไว้ประตูชัยฝรั่งเศส (L’Arc de Triomphe de l'?toile) อนุสรณ์สถานสำคัญของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของถนนชองป์ส-เซลีเซส์ กลางจัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์ (Place Charles-de-Gaulle) หรือชื่อเดิมคือจัตุรัสเอตวลล์ (Place de l'?toile) ซึ่งมีความหมายว่าจัตุรัสแห่งดวงดาว

* เพราะมีถนนถึง 12 สายมาบรรจบกันที่นี่ ทำให้มีลักษณะเหมือนดวงดาวจึงเป็นที่มาของชื่อจัตุรัส โดยประตูชัยแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1806 หลังจากจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ได้รับชัยชนะในยุทธการเอาสเตอร์ลิทซ์ เพื่อเป็นการสดุดีวีรชนทหารกล้าที่ได้ร่วมรบเพื่อประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามนโปเลี ยน ปัจจุบันเป็นสุสานของทหารนิรนาม ประตูชัยมีความสูง 49.5 เมตร กว้าง 45 เมตร และลึก 22 เมตร เป็นประตูชัยที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก

** การเข้าไปยังประตูชัยด้วยการเดินนั้น ควรใช้ทางเดินใต้ดิน การเดินบนถนนไม่ค่อยจะปลอดภัยนัก เนื่องจากการจราจรที่คับคั่ง ที่บริเวณจัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์ บนยอดของประตูชัยเป็นจุดชมวิวกรุงปารีส ที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เนื่องจากสามารถมองเห็นถนนใหญ่ 12 สายมาบรรจบกัน เสมือนเป็นดาวกระจายอิสระบนถนนสายแฟชั่น ซอง เซลิเซ่ Avenue des Champs-?lys?es เป็นถนนในเขตที่ 8 ของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นย่านการค้าที่ประกอบด้วยโรงละคร คาเฟ่ และร้านค้าหรูหรา สองข้างทางมีต้นเกาลัด ที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามปลูกเรียงราย ชื่อ "ช็องเซลีเซ" " อิสระ อาหารกลางวัน... ไม่มีบริการ แต่สามารถแนะนำท่านได้ว่า ท่านที่ต้องการลิ่มรสของอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ท่านสามารถหาทานได้บนถนนซอง เซลิเซ่ หรืออาหารเอเซีย จีน-ไทย ก็สามารถหาทานได้ในบริเวณนี้เช่นกัน (ในอัตราราคาที่ไม่แพง เช่น ข้าวหมูแดง หน้าเป็ด ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ฯลฯ

หลังอาหาร นำท่านนั้งรถไฟใต้ดิน สู่ ศาลาว่าการกรุงปารีส (l’H?tel de Ville) อาคารสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ใหม่ อันอลังการหลังนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19 แทนที่อาคารหลังเก่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 1357 ซึ่งถูกไฟไหม้ไปเมื่อปี ค.ศ. 1871 ปัจจุบัน โอเตล เดอ วีลล์ เป็นที่ทำการของฝ่ายบริหารนครปารีส ตั้งอยู่ที่ Place de l’H?tel de Ville ใกล้กับ Ch?telet และหอสมุดปอมปิดู  (Centre Georges Pompidou) อาคารที่เต็มไปด้วยโครงเหล็ก ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างสุดโมเดิร์นในสมัยที่จอร์จ ปอมปิดู เป็นประธานาธิบดี มหาวิหารโนทเทรอะดาม (La Cath?drale Notre-Dame)

** โบสถ์ศิลปะโกธิกอันเก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เป็นโบสถ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของฝรั่งเศสก็ว่าได้ โบสถ์สูงใหญ่คล้ายตึก 3 ชั้น สร้างด้วยหินที่ตัดเป็นชิ้นและวางเรียงกัน มีรูปแกะสลักบอกเรื่องราวของพระเยซูที่ซุ้มประตู เหนือส่วนโค้งของประตูขึ้นไป เรียงรายด้วยประติมากรรมหินสลักเป็นรูปนักบุญต่างๆ ในคริสตศาสนาขนาดเท่าตัวจริง ประมาณ 27 รูป องค์เด่นที่สุดคือ นักบุญแซงต์ เดอนีส์ ที่ยืนถือศรีษะตัวเองอยู่

** ภายในโบสถ์มีหน้าต่าง ที่ประกอบขึ้นจากกระจกหลากสี บอกเล่าเรื่องราวตามพระคัมภีร์โบราณ ถ่ายรูปกับกษัตริย์โคลวิส ซึ่งเป็นปฐมกษัตรืย์ของกรุงปารีส และลานจัตุรัสซีโร หลักกิโลเมตรที่ศูนย์ อิสระตามอัธญาศัยจากนั้น นำท่านเดินทาง สู่ โรงอุปราการ (Th??tre National de l’Op?ra de Paris)หรือ Palais Garnier มีชื่อเดิมว่า “Acad?mie Nationale de Musique” อาคารสไตล์นีโอบาโร้ก ออกแบบอย่างวิจิตรอลังการโดย Charles Garnier

** โอเปร่าแห่งปารีสนี้เป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัตุรัสวองโดม La Colonne Vendome ซึ่งแต่เดิมจัตุรัสแห่งนี้รู้จักกันในนามของ Place des Conquettes (ปลาส เดส์ ก็องแก็ตต์) ซึ่งเริ่มสร้างมาตั้งแต่ ค.ศ. 1702 ในรัชสมัยของสุริยกษัตริย์หรือพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 องค์ราชาผู้เกรียงไกรแห่งฝรั่งเศส และเปลี่ยนมาเป็นชื่อ Place Louis le Grand (ปลาส หลุยส์ เลอ  กร็องด์) และมีการสร้างพระบรมรูปทรงม้าของสุริยกษัตริย์ ประดิษฐานอยู่กลางจัตุรัสแห่งนี้ด้วย ในย่านแห่งนี้ ยังเป็นร้านค้าแบรนด์เนมยี่ห้อดังมากมาย 

  • นำท่านเดินลัดเลาะเข้า สู่ จัตุรัสคองคอร์ด (PLACE DE LA CONCORDE) เป็นจัตุรัสที่กว้างใหญ่ที่สุดในกรุงปารีส สร้างในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 นอกจากโอเบลิสก์สูง 23 เมตร อายุกว่า 3,000 ปี และจตุรัสคองคอร์ด ยังสถานที่เป็นลานประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารีอังตัวเนตด้วยเครื่องกิโยติน จัตุรัส ปลาส เดอ ลา คองคอร์ด สิ่งสำคัญที่จัตุรัสนี้ คือ เสาหินโอเบลิสก์ ขนาดใหญ่

** คำว่า “โอเบลิสก์” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ Obeliskos หมายถึง เหล็กแหลม เข็มหรือ เสาปลายแหลม ลักษณะของเสาโอเบลิสก์จะเป็นเสาสูง สร้างจากหินแกรนิตขนาดใหญ่เพียงก้อนเดียว ฐานของเสาจะกว้างและค่อยๆ เรียวแหลมขึ้นสู่ยอดด้านบนเป็นแท่งสี่เหลี่ยมสี่ด้าน ยอดบนสุดจะเป็นลักษณะเหมือนปิรามิด และมักนิยมหุ้มหรือเคลือบด้วยโลหะ เช่น ทองคำ เหล็ก หรือ ทองหรือท่านที่จะเดินเที่ยวชม พิพิธภัณฑ์ลูฟส์ เรียนเชิญท่านได้ตามอัธยาศัย

ค่ำ รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคารไทย นำท่านเดินทางกลับที่พัก โรงแรม Hotel Mercure Paris หรือเทียบเท่า  จากนั้นเตรียมตัวเดินทางร่วมนับถอยหลัง สู่ วันขึ้นปีใหม่. ซึ่งสถานที่ที่จะร่วม Countdown สู่ปีใหม่ คือ ลาน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม โดยที่ท่านสามารถเดินเท้าถึง หรือที่ลานจัตุรัสคองคอร์ด หรือที่ถนนซอง เซลิเซ่

  • จากนั้นเดินกลับโรงแรมฯ

วันที่เจ็ดของการเดินทาง  ปารีส - สวัสดีปีใหม่ - มงต์มาร์ตร

  • 08.00 น. รับประทานอาหารเช้า ที่ ห้องอาหารของโรงแรมหลังอาหาร นำท่านนั่งรถไฟใต้ดินสู่ ย่านมงต์มาร์ตร (Montmartre) ปารีส Basilique du Sacr? Coeur หรือโบสถ์พระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ ศาสนสถานที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในกรุงปารีส มงต์มาร์ท เป็นชื่อของเนินเขาที่มีความสูง 130 เมตร โบสถ์ซาเคร เกอร์ ตั้งอยู่บนยอดเนินเขามงมารตร์ (La butte Montmartre) ซึ่งเป็นเขาแห่งเดียวในกรุงปารีส อยู่ทางตอนเหนือ

* ถูกสร้างขึ้นเพื่อชดเชยความผิด ที่พวกก็อมมูนาร์ (Les communards) ก่อการขึ้นในปี 1871 และเพื่อเป็นอนุสรณ์ สถานอุทิศแด่ชาวฝรั่งเศส ที่เสียชีวิตในสงครามกับปรัสเซีย (Prussia) ซึ่งการพ่ายแพ้ในสงครามนี้เอง มีผลต่อมาเกิดสงครามกลางเมือง ระหว่างฝ่ายทางรัฐบาลกับฝ่ายเอียงซ้าย ซึ่งถูกเรียกว่าพวกสาธารณรัฐหรือพวก เฟเดเร (F?d?r?s)

** โบสถ์หินอ่อนสีขาว ในสไตล์ศิลปะแบบไบเซนไทน์สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1876 และในบริเวณย่านเดียวกัน เป็นสถานที่บรรดาเหล่าศิลปินที่มีชื่อเสียงดังก้องโลก เคยมาใช้ชีวิต และเขียนภาพอยู่ที่แห่งนี้มาก่อน นำท่านเดินทาง สู่ พระราชวังแวร์ซายส์ Ch?teau de Versailles เป็นพระราชวังหลวงแห่งหนึ่ง ของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่แวร์ซาย ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกรุงปารีส

** พระราชวังแวร์ซาย เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และสวยงามแห่งหนึ่งของโลก และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบันด้วย ความผูกพันระหว่างแวร์ซายส์กับราชวงศ์นั้นมีมากขึ้น ระหว่างปี ค.ศ. 1661-1681 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้ต้องการให้ชาวโลกได้เห็นว่า ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ และความเลอล้ำของโลกมารวมอยู่ที่ฝรั่งเศสทั้งหมด ได้มีการสั่งให้รื้อปะรำพลับพลา ที่สร้างไว้ครั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ทิ้ง โปรดให้สร้างเป็นพระราชวังใหญ่ด้วยหินอ่อน และตกแต่งอย่างวิจิตรพิศดาร ด้วยสิ่งประดับที่หาค่ามิได้ ทั้งลวดลายแกะสลักในไม้และหิน เครื่องเคลือบ เครื่องเงิน เครื่องทอง หินอ่อน และงานฝีมือชั้นเยี่ยม โดยช่างชั้นครูที่ได้รับเลือก คัดเลือกมาเพื่อสรรค์สร้างพระราชวังแวร์ซายส์ ให้เป็นที่หนึ่งไม่มีสองของโลก สิ้นค่าก่อสร้างไปเป็นเงินถึง 500 ล้านฟรังค์ 

  • นำท่านชม วิมานชั้นแรกของพระราชวงศ์แวร์ซายส์ คือ วัดน้อย เป็นโบสถ์ที่ประกอบพิธีทางศาสนาของพระมหากษัตริย์ ณ โบสถ์แห่งนี้พระราชโอรสธิดาเจ้าทั้งหลายได้รับการตั้งพระนาม และทำพิธีอภิเษกสมรด้วย สถาปนิกผู้ออกแบบห้องนี้ คือ โรแบร์ เดอ คอทห้องวีนัส เป็นห้องพักราชทูตที่เดินทางมาถวายพระราชสาส์นตราตั้งก่อนเข้าเฝ้า กำแพงห้องด้านหนึ่งเจาะลึก มีรูปปั้นชุนทรงศึกอันภูมิฐาน แบบโรมันของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (ตามประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่าโกษาปานราชทูตของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ครั้งเดินทางไปถวายสาส์นแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ได้เข้าพักในห้องวันัสนี้ด้วย)

* ห้องไดอาน่า ห้องนี้ใช้เป็นห้องพักผ่อนในพิธีบิลเลียด ที่ผนังทั้งสองด้านดารดาษด้วย รูปเทพธิดาไดอาน่าประทับรถม้าหลวงออกล่าสัตว์ กล่าวกันว่านามเทพธิดาไดอาน่าเป็นนามเทพีแห่งการล่าสัตว์ห้องมาส์ เป็นห้องโถงใหญ่ ตกแต่งหรูหราด้วยภาพวาดและพรมถัก ใช้เป็นห้องคอนเสิร์ตส่วนพระองค์กับพระสหาย ตั้งนามเทพบุตรแห่งสงคราม ห้องอพอลโล ตั้งนามเทพอพอลโล เจ้าแห่งแสงสุริยาและความปราดเปรื่อง จัดเป็นห้องทรงพระอักษรอันมโหฬารที่สุด

* ห้องกระจกฮอล ออฟ มิเรอร์ ห้องนี้เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดของแวร์ซายส์ในรอบ 4 ศตวรรษ ออกแบบได้เลิศวิไล โดยสถาปนิกเอก มอนสาร์ท ห้องนี้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรกำกับการก่อสร้างเอง ทั้งห้องประกอบด้วยกระจกบานยักษ์ 17 บาน ห้องกระจกอันวิเศษสุดห้องนี้ ได้ใช้ต้อนรับแขกเมือง หรือจัดพิธีเลี้ยงรับรองคณะราชทูต เป็นเวลาถึง 300 ปี หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ห้องนี้ได้ใช้เซ็นสนธิสัญญาครั้งสำคัญถึง 2 ครั้ง คือ สนธิสัญญาตั้งอาณาจักรเยอรมัน และสนธิสัญญาแวร์ซายส์ "สงบศึกสงครามโลกครั้งที่ 1" ห้องชุดส่วนตัวของพระราชินี

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน

บ่าย หลังอาหาร นำท่านเดินทางกลับ สู่ กรุงปารีส เพื่อนำท่านล่องเรือบาโตมูซ เรือนั่งล่องชมความงามของเมืองปารีสได้ให้บรรยากาศในการแม่น้ำแซนแม่น้ำสายหลักของเมืองปารีส ผ่านสถานที่สำคัญๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ มหาวิหารนอร์ทเธอดาม สะพานอเล็กซานเดอร์ที่ 3 รวมทั้งโบราณสถาน และอาคารที่เก่าแก่ สร้างด้วยศิลปะแบบเรอเนสซองส์อีกหลายแห่ง

  • จากนั้น อิสระกับการช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมือง และสินค้า Duty Free ตามอัธยาศัย

เย็น รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคารพื้นเมือง / อาหารทะเล สไตล์ฝรั่งเศสขนานแท้

  • นำท่านเดินทางกลับที่พัก

พักที่ โรงแรม Hotel Mercure Paris หรือเทียบเท่า

วันที่แปดของการเดินทาง  ปารีส - กรุงเทพฯ

  • 08.00 น. รับประทานอาหารเช้า ที่ ห้องอาหารของโรงแรมหลังอาหาร นำท่านอิสระในย่านแหล่งการค้า ช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่นที่มีชื่อเสียงนานาชนิด เช่น ที่ ห้อางแกลลาลี่ ราฟาแยส ร้านสินค้าปลอดภาษี เครื่องสำอางค์ น้ำหอม ฯลฯ

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน (ก๋วยเตี๋ยวต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวเป็ด)

บ่าย อิสระตามอัธยาศัย กับรายการช้อปปิ้งต่อ  ( ไม่มีบริการอาหารเย็น )

  • 18.00 น. นำท่านเดินทาง สู่ สนามบินชาร์ลส์ เดอโกลล์ เพื่อเตรียมเดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมทั้งมีเวลาให้ท่านได่ทำการคืนภาษี ที่ สนามบินฯ
  • 21.20 น. คณะออกเดินทาง สู่ กรุงเทพฯ โดยเที่ยวบินที่ TG 933

วันที่เก้าของการเดินทาง  กรุงเทพฯ

  • 14.20 น. คณะเดินทาถึงสนามบิน สุวรรณภูมิฯ โดยสวัสดิภาพ

หมายเหตุ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแหลงรายการเดินทางท่องเที่ยว ก่อน-หลัง ได้ตามความเหมาะสมของรายการ โดยที่มิต้องแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้า ทั้งนี้ จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้เดินทางเป็นหลักใหญ่

*********************************

รายการท่องเที่ยวนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือสลับกันได้ ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ถือเป็นเอกสิทธิ์ของผู้จัด โดยยึดถือตามสภาพการณ์ และประโยชน์ของท่านเป็นสำคัญ

การเดินทาง

กรุงเทพ-ปารีส-กรุงเทพฯ
สายการบิน THAI  AIRWAYS  (TG)

- รถบัสรับส่งตลอดการเดินทาง

ที่พัก

โรงแรม 4ดาว พักห้องละ 2 ท่าน

อาหาร

ในภัตตาคาร หรือ ห้องอาหารท้องถิ่น

สภาพอากาศ

- ช่วงเดือนเมษายน อากาศกำลังสบาย ไม่ร้อนไม่หนาว

ข้อมูลอื่นๆ

- เงินส่วนตัวเพื่อชอปปิ้งกรุณาแลกเงิน เป็น US ไป


ค่าใช้จ่าย

ผู้ใหญ่ ท่านละ .... บาท

เด็ก   ท่านละ ..... บาท

อัตรานี้รวม

-ภาษีสนามบิน

-รถท้องถิ่น รับส่ง ตามโปรแกรม

-อาหารมื้อหลักตลอดการเดินทาง

-ที่พักตามระบุในโปรแกรม

-ประกันการเดินทาง 1,000,000บาท

อัตรานี้ไม่รวม

-เครื่องดื่มนอกเหนือรายการอาหาร

-เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

-ค่าทิปคนรถ และไกด์ท้องถิ่น

-มินิบาร์ภายในโรงแรม

add on

-ต้องการพักเดี่ยวเพิ่ม ...... บาท

จำนวนที่นั่ง

18 ท่านขึ้นไป

เอกสาร

- หนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต ต้องมีอายุใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน นับจากวันเดินทาง และต้องมีหน้าสำหรับประทับตราอย่างน้อย 3 หน้า (หากมีหนังสือเดินทางเล่มเก่า กรุณานำมาแสดงต่อสถานทูตด้วย)

- รูปถ่ายสี 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป (ไม่สวมแว่นตาดำ ไม่ยิ้ม พื้นหลังเป็นสีขาวเท่านั้น ต้องไม่เป็นลวดลาย, ไม่เป็นสีเข้ม และห้ามเป็นภาพถ่ายที่สแกนจากคอมพิวเตอร์)  ภาพถ่ายไม่เกิน 6 เดือน

- สำเนาทะเบียนบ้าน,บัตรประชาชน,ทะเบียนสมรส (ถ้ามี),สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ,นามสกุล(ถ้ามี)

- สำเนาสูติบัตร (สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี)

- ทะเบียนสมรส หรือใบหย่า (ถ้ามี) ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ และต้องเป็นร้านแปลที่ได้รับอนุญาตพร้อมมีตรา ประทับเท่านั้น (ค่าใช้จ่ายในการแปล ไม่รวมในค่าทัวร์)

- ใบเปลี่ยนชื่อ (ถ้ามี) ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ และต้องเป็นร้านแปลที่ได้รับอนุญาตพร้อมมีตราประทับเท่านั้น (ค่าใช้จ่ายในการแปล ไม่รวมในค่าทัวร์) หลักฐานการเงิน สำเนาบัญชีเงินฝาก (ออมทรัพย์ หรือประจำ) ถ่ายทุกหน้าตั้งแต่แรก-ปัจจุบัน

- ใบรับรองการทำงานจากบริษัทที่ท่านทำงานอยู่, สำเนาทะเบียนการค้า กรณีเป็นเจ้าของกิจการ (คัดจากกระทรวงไม่เกิน 3 เดือน)

***กรณีที่เป็นพนักงานบริษัททั่วไป ใช้หนังสือรับรองการทำงานตัวจริง ระบุวันเริ่มเข้างาน / อัตราเงินเดือน / ตำแหน่งงาน / (ภาษาอังกฤษเท่านั้น)

***กรณีประกอบธุรกิจส่วนตัว เจ้าของกิจการ ใช้สำเนาทะเบียนการค้า หรือสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ และหน้าหนังสือรับรองต้องมีชื่อกิจการ และชื่อผู้เดินทางเป็นหุ้นส่วน หรือเป็นเจ้าของกิจการด้วย พร้อมจัดทำจดหมายรับรองตัวเองขึ้นมาเป็นภาษาอังกฤษแนบมาด้วย

***กรณีข้าราชการ ใช้จดหมายลางานจากต้นสังกัด (ตัวจริง) ,หนังสือรับรองการทำงานจากหน่วยงานและสำเนาบัตรข้าราชการ 1 ชุด

***กรณีแม่บ้านเดินทางคนเดียว ต้องใช้หลักฐานการเงิน + การงานของสามี พร้อมสำเนาบัตรประชาชนแนบมาด้วย

***กรณีเป็นนักเรียน นักศึกษา ต้องใช้หนังสือรับรองจากโรงเรียน มหาวิทยาลัย (ตัวจริงภาษาอังกฤษเท่านั้น) หรือสมุดรายงานประจำตัวนักเรียน พร้อมสำเนาบัตรนักเรียน หรือนักศึกษา

***กรณีเด็กที่ไม่ได้เดินทางพร้อมผู้ปกครอง ใช้เอกสารดังต่อไปนี้

1.หนังสือยินยอมให้บุตรเดินทางจากผู้ปกครอง หากเด็กเดินทางกับบิดาต้องมีใบรับรองจากมารดา และหากเด็กเดินทาง   พร้อมมารดาต้องมีใบรับรองจากบิดา)

2. หนังสือยินยอมทำที่สำนักงานเขตที่ผู้ยินยอมมีชื่ออยู่ที่เขตนั้นๆ พร้อมสูติบัตร

3. หนังสือรับรองจากทางโรงเรียน (ภาษาอังกฤษ)

4. สูติบัตร (กรณีอายุต่ำกว่า 15 ปี)

5. หลักฐานการงานของบิดา และมารดา

6. หลักฐานการเงิน สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารถ่ายตั้งแต่หน้าแรกจนถึงปัจจุบันของบิดา หรือมารดา

7. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้เดินทาง, บิดาและมารดาของผู้เดินทาง

8. สำเนาบัตรประชาชนของบิดา และมารดาของผู้เดินทาง


ติดต่อสอบถาม

Tel: 081-830-0751 หรือ 02-942-0080, 02-942-0070

Email :  อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน อีเมลนี้หรือ ฝากข้อความไว้ล่าง Content นี้

 

 

chanidapa yungyuen

chanidapa yungyuen

ศิลปะ ดนตรี ท่องเที่ยว Wink

E-mail: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน