Wakayama ตอนที่ 2 : บุกป่า ฝ่าดง ลงออนเซน | บริษัท ทราเวิลโปร จำกัด : บริการ แพคเกจทัวร์ จองโรงแรม จัดทัวร์ จัดกรุ๊ปเหมา ดูงาน สัมมนา จองตั๋วเครื่องบิน เที่ยวทั่วโลก |
เสาร์สิงหาคม19 ,2017
Font Size

Wakayama ตอนที่ 2 : บุกป่า ฝ่าดง ลงออนเซน

เขียนโดย Tuvarak
Rate this item
(2 โหวต)
Wakayama ตอนที่ 2 :  บุกป่า ฝ่าดง ลงออนเซน Wakayama ตอนที่ 2 : บุกป่า ฝ่าดง ลงออนเซน Photo By TravelPro Team. | ห้ามผู้ใดนำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนญาต การละเมิดถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ผู้เสียหายมีสิทธิ์ฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย
wakayama-05-09-2013-0001

สำหรับตอนที่ 2 ของทริปวากายาม่าที่สุดแสนประทับใจ

ขอยกหนึ่งในความประทับใจให้โรงแรมแห่งนี้ค่ะ  Urashima Resort&Spa Hotel ที่เมือง Katsuura (คัทซึอุระ) ซึ่งมีออนเซนและเรียวกังที่มีชื่อเสียงติดอันดับต้นๆของญี่ปุ่น  และยังได้  Certificate of Excellence 2013 จาก Tripadviser  ขอบอกว่า เริ่ดมากๆ ถึงโรงแรมจะไม่ใหม่เอี่ยมทันสมัยแบบที่คนไทยคุ้นชินกัน แต่ถ้าให้อยู่ที่นี่เป็นสัปดาห์ ก็ย่อมได้ ไม่เบื่อ 
ดังนั้นถ้าจะเลือกทัวร์เที่ยววากายาม่า เจ๋งๆหน่อย เพื่อความฟิน ควรพักที่นี่อย่างน้อย 2 คืนนะคะ  เพราะที่นี่ มีออนเซนทั้งหมด 6 บ่อในที่เดียว!! แต่ละบ่อ มีบรรยากาศแตกต่างกันไป  หนำซ้ำวันนึงถ้าเข้าบ่อหญิงฝั่งซ้าย  วันรุ่งขึ้นบ่อหญิงสลับไปอยู่ฝั่งขวา(ที่เคยเป็นบ่อชาย) คนละบรรยากาศกัน ต้องสังเกตจากป้าย สี สัญลักษณ์ดีๆ อย่าจำจากตำแหน่งบ่อเป็นอันขาด มิฉะนั้นแล้วโผล่เข้าไปผิดห้อง รับรองจะหนาว ฮ่า....

โรงแรมอุราชิม่านั้น รถเล็กสามารถขับไปที่โรงแรมเลยได้ค่ะ แต่รถทัวร์ใหญ่ไม่สามารถเข้าได้ เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ เราจะเดินทางไปทางเรือกัน ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีเท่านั้น เห็นโรงแรมอยู่ลิบๆ บนเขาด้านหน้า  (ท่าเรือห่างจากสถานนี JR Kisei Line  Kii-Katsuura Station ไม่ไกลมากค่ะ) 

 


ตึกที่อยู่บนเขานั่น เป็นที่ที่เราจะไปพักค่ะ  จัดว่าเป็นตึกแพงที่สุดของที่นี่ เพราะเห็นวิวทะเลจากบนเขาสวยมากกกก

เจ้าหน้าที่โรงแรมน่ารักมากกกก ตามธรรมเนียมญี่ปุ่น มายืนต้อนรับที่ด้านหน้าโรงแรม คอยกางร่มให้ ยกกระเป๋าให้ ดูแลเอาใจใส่ ยิ้มแย้มน่ารัก

เนื่องจากมีตึกที่พักหลายตึก และโรงแรมกว้างมากกก คุณไกด์ ได้อธิบายวิธีการให้เราคือ ให้เดินตามเส้นสีเขียวที่พื้น เพื่อไปยังตึกที่พักของเรา
ส่วนออนเซนทั้ง 6 บ่อที่กระจายกันอยู่ตามตึกต่างๆ ของโรงแรม ให้ดูแผนที่แล้วเดินตามเส้นสีต่างๆไป จะกลับตึกตัวเองเมื่อไหร่ ก็เดินตามเส้นสีเขียวกลับ ถ้าไปไหนไม่ถูก ให้กลับมาตั้งต้นที่ล็อบบี้ -_-''
ตึกที่พักบนเขา สามารถเดินไปได้ 2 วิธีค่ะ คือ ขึ้นบันไดเลื่อนที่ยาวมากกกกกกกกไป หรือ เดินตามเส้นสีเขียว จะเป็นเส้นทางที่เจาะทะลุใต้ภูเขาเป็นอุโมงค์ไปถึงลิฟท์ใต้ภูเขาที่จะพาเราขึ้นไปยังห้องพัก และห้องรับประทานอาหารเช้า

วิวจากบนเขาตอนกินอาหารเช้าวันต่อมา สวยยยยยยยย...ถึงแม้ฟ้าจะหม่นๆ ไปด้วยเมฆฝน บนเขายังมีสวนแบบญี่ปุ่นและจุดชมวิวด้วยนะคะ 
ห้องพักแบบญี่ปุ่น มองเห็นวิวทะเล มีชุดยูกาตะให้เปลี่ยนในห้องด้วยค่ะ   เป็นลายเต่า ตำนานของเมือนคัตซึอุระแห่งนี้  เต่าลูกสาวของเจ้าเมืองบาดาล ที่ตกหลุมรักกับมนุษย์ ที่ช่วยชีวิตเอาไว้ เยอะอ่ะ..มีแต่ตำนานสารพัดอย่างที่บอก รับรองว่า ฟังได้ไม่มีเบื่อ  555


ช่วงเวลาที่เราลงไปกินข้าวเย็น ที่นอนจะถูกเอาออกมาปูกลางห้อง จัดวางไว้ให้เรียบร้อย
เนื่องจากของดีเมืองวากายาม่าเป็นบ๊วย ในห้องมีผลิตภัณฑ์จากบ๊วย บ๊วยแห้ง ขนมเซมเบ้ และขนมท้องถิ่นให้ลองชิม ถ้าติดใจลงไปซื้อได้ที่ร้านค้าของโรงแรมด้านล่าง  
ขอบอกว่า บ๊วยหย่อยมากกก แก้ง่วง ตาสว่างดีนักแล พักสองคืน เอาขนมใหม่มาเติมให้ทั้งสองคืนเลยค่ะ 

อาหารบุฟเฟ่ที่โรงแรม ทัวร์เราเสริฟอุเมะชู (เหล้าบ๊วย) มาให้กินกันแบบไม่อั้น..พร้อมกับดูกรรมวิธีแล่ปลาทูน่าตัวจิ๋วๆ หนัก 20 กว่าโลด้วยมีดคมกริ๊บบบ...แป๊บเดียว แยกร่างเหลือแต่ก้าง ไปกันคนละทิศละทาง  เฉือนๆ ผ่าๆ เนื้อแต่ละส่วน ออกมาเป็นปลาดิบ บางส่วนที่ติดเลือด เอาไปต้มซุป ต้มข้าวต้ม บางส่วนเอาไปทำอาหารอื่นๆต่อไปค่ะ

ฤดูนี้ จัดว่าเป็นฤดูที่ปลาน้อย และตัวเล็ก ถ้าเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ วางไข่ ปลาจะตัวอวบอ้วน หนักร่วมร้อยกว่ากิโล อันนี้ 20 กว่าโล..ชีล 
บุฟเฟ่โรงแรมมื้อค่ำ จริงๆ มีเยอะกว่านี้มากก ไม่ได้ถ่ายมาค่ะ  มัวแต่กิน 55555

อาหารชุดแบบจัดเต็ม ไคเซกิ ในคืนที่ 2 ปริมาณของอาหารในหนึ่งชุด เทียบได้กับการสั่งเซ็ทแบบในร้านอาหารญี่ปุ่นประเทศไทยสัก 5 เซ็ทรวมกัน กินจนพุงจะแตก สมเป็นเมืองที่อาหารทะเลขึ้นชื่อ เมนูเด็ดหอยเป๋าฮื้อตัวใหญ่มากกก เป็นๆ นอนหายใจรวยรินรออยู่ในหม้ออบ พอเสร็จแล้ว เอาเนยวางโปะลงไป ให้เยิ้ม...อืมมมม หอม นุ่ม หนึบ หย่อย ส่วนปลาดิบไม่ต้องพูดถึง ปกติอยู่เมืองไทยไม่ค่อยกิน แต่เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม  อร่อยไปอีกแบบค่ะ 

ไคเซกิ พนักงานจะมาบริการทุกอย่าง ถ้าป้อนได้ คงป้อนไปแระ 

หลังจากรับประทานอาหารค่ำในคืนแรกเสร็จ หมายมั่นปั้นมือว่าจะย่องลงไปแช่ออนเซนตอนดึกๆ แต่หลังจากเจอเหล้าบ๊วย สะกัดดาวรุ่ง ทำให้หลับคร่อกกกกกไม่เป็นท่า จนต้องตั้งนาฬิกาปลุกตื่นมาตอนเช้า เดินไปออนเซนตอนตี 5 เปิดซิงคนแรกมิฉะนั้น จะถือว่าเสียเที่ยวของการมานอนโรงแรมแห่งนี้มากๆ  และก็ขอบอกว่า การแช่ออนเซนตอนเช้ามืด มันสุดยอดมากกกกกก
ตื่นมาง่วงๆ มึนๆ อากาศเย็นๆ แต่ได้นอนแช่น้ำร้อน ในถ้ำ ฟังเสียงคลื่นซัดสาดเข้ามาในเวิ้งหน้าผา เสียงดังกึงก้องกังวาลไปทั่ว  โฮววว.....สุดๆ อะ   ทั้ง 6 บ่อ จะมีตราประทับ ถ้าใครเข้าเกิน 3 บ่อในขณะที่มาพักสามารถเอาตราประทับไปแลกของที่ระลึกจากโรงแรมได้ค่ะ เริ่ดเนอะ
ประเดิมเช้าวันใหม่บ่อที่เค้าว่ากันว่าสวยที่สุด บ่อแรกนี่แหละ อยู่ใกล้ที่พักเราที่สุด ออนเซนอยู่ในถ้ำ ชื่อว่า Bokido ไกด์แปลให้ฟังประมาณว่า เข้าไปละลืมโลกไปเลย เป็นบ่อน้ำแร่ธรรมชาติ ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สุดยอดมากๆ สักครั้งในชีวิตน่ะนะ  
รูปด้านในออนเซนไม่สามารถเอากล้องเข้าไปถ่ายได้เลย ไปเซริชหาจากเว็บของโรงแรมเอง เอามาให้ดูพอเป็นไอเดียค่ะ  จะได้เห็นภาพว่าไม่ได้โม้  5555
Kiss   หลังจากที่อาบน้ำแร่ แช่น้ำร้อน ขัดขี้ไคลตอนเช้า สดชื่น เติมพลังจากความเหนื่อยล้าของเมื่อวาน
วันนี้ เราจะไปเขตอำเภอ Shingu ที่อยู่ติดกัน จัดเป็นวันที่หนักหน่วงวันนึงสำหรับการมาเยือนวากายาม่าครั้งนี้  ออกแนวประวัติศาสตร์และธรรมชาติไปพร้อมๆกัน จัดเป็นอีกหนึ่งเส้นทาง World Herritage ที่ประทับใจไม่รู้ลืม
 
โปรแกรมสำหรับวันนี้ คือ  สวนโจฟุกุ ศาลเจ้า Kamikura ซึ่งเป็นศาลเจ้าดั้งเดิมของ Kumano Hayatama Taisha   ก่อนจะย้ายไปสร้างใหม่เป็นศาลเจ้า Kumano Hayatama Taisha อันใหญ่ หนึ่งใน 3 ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ และปิดท้ายด้วยศาลเจ้า Kumano Nachi Taisha

ขอบอกว่า สถานที่ต่างๆ ที่ญี่ปุ่น ล้วนมีเรื่องเล่า มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาเยอะแยะมากมาย ถ้าใครชอบประเทศนี้ และได้เรียนภาษา ชอบประวัติศาสตร์ อ่านหนังสือ หรือดูหนัง การมาท่องเที่ยวคงจะเพิ่มอรรถรสขึ้นมากมาย
อย่างเช่น สวนโจฟุกุ แห่งนี้ มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมา 2200 ปีก่อน!!! (คิดดูว่าดินแดนแถบบ้านเรา อาจจะยังเป็นวุ้นๆ อยู่รึเปล่านะ) ท่าน Ikko Jofuku ซึ่งเป็นแพทย์หลวงของกษัตริย์จิ๋นซีฮ่องเต้  สมัยนั้นฮ่องเต้เกณฑ์ไพร่พลสร้างกำแพงเมืองจีน รบทัพจับศึกรวมประเทศจีนเป็นหนึ่ง ถ้าใครขัดคำสั่งก็โดนต้องโทษประหารชีวิต  7 ชั่วโคตร  ท่านหมอคนนี้ กลัวต้องโดนประหารเพราะขัดคำสั่ง จึงรวบรวมเพื่อนพ้อง ข้าทาสบริวารหลบหนี โดย ออกอุบายว่า จะออกเดินทางตามหายาอายุวัฒนะมาถวายฮ่องเต้ พอได้ยินดังนั้นฮ่องเต้ก็ดีใจ อนุญาตให้ออกเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปตามหายาอายุวัฒนะ
ท่านโจฟุกุล่องเรือสำเภาเดินทางมาถึง Kumano และติดใจสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม ผู้คน จึงตัดสินใจตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ญี่ปุ่นับแต่นั้นเป็นต้นมาและได้ถ่ายทอดความรู้ความสามารถ ทักษะต่างๆที่ติดตัวมาให้คนพื้นเมือง หลังจากทำการสืบค้นเมื่อปี 1982 พบว่ามีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อมโยงถึงการมีตัวตนของท่านโจฟุกุที่ประเทศจีน จึงมีการสร้างศาล และจำลองหลุมฝังศพของท่านโจฟุกุขึ้นมา
ไม้พุ่มที่เห็น รูปล่างซ้าย เป็นต้น Tendai Uyaku  (สายพันธุ์หนึ่งของต้นการบูร) เป็นต้นไม้อายุวัฒนะในตำนานนั่นเอง  ของฝากที่นี่ เป็นชา และขนม ทำจากต้นอายุวัฒนะนี่แหละค่ะ 
โปรแกรมแถมสำหรับวันนี้ เป็นทางผ่าน ศาลเจ้า Kamikura เป็นศาลเจ้าตั้งเดิม ใครจะมาที่นี่ แนะนำว่า ต้องฟิตร่างกายนิดนึงนะ คนแก่ ชราภาพ โรคหัวใจ โรคไขข้อ กลัวความสูงแนะนำให้รออยู่ด้านล่างจะดีกว่า 

เค้ามีความเชื่อว่า เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าลงมาเหยียบโลกมนุษย์ครั้งแรกที่ตรงก้อนหินบนเทือกเขา Gongen-yama แห่งนี้ จึงมีศาลเจ้าไว้บูชาอยู่ทางด้านบน  
หลังจากฟันฝ่าบันไดหิน 538 ขั้น เป็นเส้นทางเก่าแก่โบราณณณณณณณ แปะป้ายมรดกโลกไว้ด้านหน้า เก่าจริงอะไรจริง ชันมากกกกกกกกกกกก ดูจากองศาของรูปที่ถ่ายมา ต้องค่อยๆ เดินย่องๆ ถ้าหากเหยียบพลาด มีหวัง กลิ้งลงไปนอนรอด้านล่างแน่ๆ
ก้อนหิน Gotobiki-iwa หินก้าวแรกที่พระเจ้าลงมาเหยียบโลกมนุษย์  ในทุกๆปี วันที่  6 กุมภาพันธ์ จะมีเทศกาลยิ่งใหญ่ เรียกว่า Oto Matsuri Festival  
ผู้ชายประมาณ 2000 คน ขึ้นมาบนศาลเจ้านี้ แล้ววิ่งถือคบไฟลงมา ภูเขาทั้งภูเขา จะเต็มไปด้วยไฟ เหมือนมังกรทอดตัวลงมาตามเส้นทางหินนี้
อย่างที่บอกว่า ความท้าทายอยู่ที่ เส้นทางชันมากกก และก้อนหินก็อนเล็กก้อนน้อยสลับขวักไขว่ การวิ่งลงมาอย่างรวดเร็วตอนกลางคืนจึงเสี่ยงตายเอาการ แต่นับวัน จะมีคนหลั่งไหลมาร่วมเทศการนี้มากขึ้น ทั้งจากโอซาก้า และโตเกียว (ไม่รู้มีข่าวใครตกลงมาคอหักตายบ้างป่าว Sealed  )
วิวจากด้านบนเขา....เป็นเมืองที่สวยงามน่ารัก
ลงจากศาลเจ้ามาแบบลิ้นห้อยพอสมควร เราก็เดินลัดเลาะไปตามบ้านคน แอบสำรวจมีอะไรแปลกหูแปลกตาบ้าง 

ป้ายสัญลักษณ์แมวดำคาบลูก บริการขนส่งกระเป๋าระหว่างเมือง สำหรับนักท่องเที่ยว
ทุกๆสี่แยก จะมีสัญลักษณ์ เตือนความปลอดภัย  ให้เด็กๆ ระมัดระวัง ห้ามพลักกัน ให้มองซ้ายมองขวาก่อนข้ามถนนอะไรแบบนี้  แพนด้าน้อยที่พื้นหันขวับๆ แสดงถึงความใส่ใจสุดๆ
ซอยแถบๆ รถคันจิ๋วๆ ที่จอดน้อยมากกกก เรายังทึ่งในความสามารถจอดรถของคนญี่ปุ่น คือ แค่ทางเท้าข้างๆบ้าน ยังจอดรถได้พอดิบพอดีโคดๆ
เดินประมาณ 10 นาที ในที่สุด ก็มาถึงจุดหมายปลายทางของวันนี้ ศาลเจ้าหลวง Kumano Hayatama Taisha  1 ใน 3 ศาลเจ้าที่สำคัญที่สุดของศาสนาชินโต (ประกอบไปด้วย Kumano Hayatama , Kumano Nachi, Kumano Hongu Taisha)  โดยศาลเจ้า Kumano ในญี่ปุ่นกว่า 3000 แห่ง แต่ 3 ที่นี่ ถือว่าสำคัญที่สุดเรียกรวมๆ ว่า Kumano Sanzan    และจริงๆ แล้วยังมีเส้นทางเก่าแก่ที่ใช้เดินทางแสวงบุญเชื่อมระหว่างศาลเจ้าทั้ง 3 แห่งนี้ เรียกว่า  Kumano Kodo มีอายุ กว่าพันปี ระยะทางไกลโขอยู่ แต่คนโบราณเค้าเดินได้ค่ะ 
งดงามสมเป็นศาลเจ้าหลวง เราโชคดีมากที่ไปเจอพิธีการ มีคนพาเด็กแรกเกิดมาทำพิธีพอดี คนธรรมดาที่จะให้ศาลเจ้าทำพิธีมงคลต่างๆ ให้จะต้องเสียค่าธรรมตามเรทราคาที่วางไว้  อย่างพิธีสำหรับเด็กเกิดใหม่ในรูป เห็นเค้าว่า แพงเอาการ  
นักบวชในศาสนาชินโต ยังหนุ่มยังสาว หน้าตาสดใส ผู้ชาย จะใส่เครื่องแบบสีฟ้าหรือฟ้าอมเขียว  ผู้หญิง ใช้สีแดง
ในช่วงบ่าย อีกไฮไลท์ที่สำคัญ นั่งรถใช้เวลาแป๊บเดียว กลับมาที่ Katsuura  เส้นทางแสวงบุญมรดกโลก Daimon-zaka  
จุดมุ่งหมายเพื่อไปยังน้ำตกนาจิ ระหว่างทางจะผ่านวัด Seigantoji และเจดีย์แดง 3  ชั้น เป็นกิมมิกสำคัญของเมืองนี้ 
ขอบอกว่า สุดดดดยอดดดมากกก....พอๆ กับ Koyasan เลยค่ะ
มีให้เช่าชุด เดินขึ้นไปแสวงบุญเหมือนสมัยโบราณด้วย แต่ว่า...นี่มันฤดูร้อน และฝนตกพร่ำ แบบนี้  ถ้าเช่ามาใส่ มีหวังเป็นลมตายก่อนเดินขึ้นไปถึงแน่ๆ 555

ปากทางเข้า เป็นต้นสนใหญ่ คู่กันสองต้น เป็นต้นตัวผู้ กับตัวเมีย....ใหญ่มากกกกกกกกกกก ดูจากสภาพแวดล้อม ก็คงรู้กันว่าขลังสุดๆ
ต้นไม้ที่โดนตัดออกไปนี่ เป็นเพราะโดนฟ้าผ่าแล้วอาจจะไฟไหม้ หรือโค่นลงมา ทำให้เค้าต้องตัดออกเพื่อความปลอดภัยค่ะ ดูขนาดเส้นรอบวงดิ  คือเส้นทางเส้นนี้ ไม่รู้จะบรรยายยังไง  ทีแรก ก็รู้สึกว่า ฝนตก จะต้องกร่อยแน่ๆ แต่ปรากฏว่า ฝนตกหน้าร้อนแบบนี้ หมอกลง ได้บรรยากาศไปอีกแบบนึง
สูงเสียดฟ้า เก่าแก่มากกกกก แต่ละต้นอายุไม่ต่ำกว่า 5-6 ร้อยปี  เหมือนหลุดเข้ามาอยู่อีกโลกนึง ช่างแตกต่างจากที่ที่เราคุ้นเคยเสียนี่กระไร เงยขึ้นไปด้านบน สุดลูกหูลูกตา
เทียบกับขนาดความสูงของคน สุดๆ มนุษย์เดินดินแบบเรา ตัวเหลือกระจึ๋งนึง
ผ่านพ้นไประยะทางพอหอมปากหอมคอ ถ้าฝนไม่ตก คงเดินแบบชุ่มชื่น เรื่อยๆ กว่านี้ แต่พวกเราใช้เวลาติดสปีด ไต่ขึ้นมา ทำเวลาเร็วกว่าคนปรกติ  2  เท่า
คนญี่ปุ่นเค้าเดินกันไป ยุบหนอ พองหนอ แสวงบุญ ทำสมาธิ ชื่นชมธรรมชาติกันไป ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ชาวคณะเรา ถึงจะมี สว. เยอะ  แต่ด้วยฝนพรำๆ ก้าวกันฉับๆ  20 นาที โผล่ขึ้นมาตรงจุดจอดรถค่ะ ฟิตร่างกายก่อนมากันนิดนึงจะได้ไม่รู้สึกเหนื่อยค่ะ
จากจุดนั้น จะเป็นทางเดินบันไดปรกติ ขึ้นมายังวัด Seigantoji ผ่านพ้นความลำบาก ก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ (จริงๆ คือเป็นลมตายตั้งแต่ตอนเดินขึ้นเขามาละ 555)
กลายเป็นเมืองในหมอก ยิ่งใกล้สวรรค์เข้าไปใหญ่
ยิ่งสูง หมอกยิ่งหนา ค่ะ มองไปไกลได้ไม่กี่เมตรเอง   สวยไปอีกแบบ อยากลองกลับมาอีกครั้ง ชมวิววันฟ้าใสๆ บ้าง น่าจะได้อีกบรรยากาศนึง ทำให้เห็นว่าเที่ยววากายาม่า แต่ละฤดู ได้อารมณ์ที่แตกต่างกัน
ณ จุดชมวิว ที่เราควรจะมองเห็นเจดีย์ พร้อมๆ กับน้ำตก....เฝ้ายืนรอจังหวะอยู่นานมากกก กว่าลมจะพัดพาเอาสายหมอกให้จางหายไป  เป็นพักๆ ชั่วครูก่อนจะถอดใจ ทำให้ได้ภาพนี้มา เค้าบอกว่านานน๊านนน จะโชคดีแบบนี้สักที ที่มองไม่เห็นเลย ชนิดว่าหมอกบังมิด 
ภาพจากการท่องเที่ยวเช่นกัน  เจดีย์กับน้ำตก ระยะห่างกันพอสมควรค่ะ  แต่ด้วยมุมนี้ ทำให้เห็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน สวยงามมาก
เดินต่อมาอีกสักพัก  ได้ดูน้ำตกนาจิใกล้ๆ ค่ะ....ยิ่งใหญ่ สูงชันกว่าที่คิดซะอีก
เทียบขนาดน้ำตกกับตัวคน...ธรรมชาติสร้างสรรค์
สำหรับวันนี้ ขอสิ้นสุดไว้ ที่น้ำตกนาจิ ...ถึงจะเหนื่อย และเดินเยอะมาก แต่ก็คุ้มค่าสุดๆ กับการได้มาเยือนเส้นทางมรดกโลกที่เก่าแก่แห่งคัทซึอุระ เมืองเล็กๆในจังหวัดวากายาม่า 

เย็นย่ำ เราแบกขาอันหนักหน่วงกลับไปพึ่งออนเซน จิบเหล้าบ๊วย พร้อมอาหารเซ็ท ไคเซกิที่โรงแรมอุราชิม่า แค่คิด ก็หายเมื่อยขึ้นมาทันที.... ฮิฮิ

Tuvarak

Tuvarak

E-mail: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน